Sunday, September 02, 2007

Signal from Scientists

สัญญาณเตือนภยันตราย ที่น่าสังเกต และให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือ
สิ่งที่มีการกล่าวออกมาจากปากของท่านอาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ได้พูดคุยออกอากาศในรายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" กับ คุณสัญญา คุณากร เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2007 หรือ วันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 เวลา 20.47 น. ณ สถานีโทรทัศน์สีช่อง 5 กองทัพบก ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า ผู้ชม และผู้ฟังส่วนใหญ่ มักจะชมและฟังแล้ว ก็ผ่านเลยไป หาได้ใส่ใจในเนื้อหาสาระมากนัก แต่เนื่องจาก ในช่วงที่ฟัง ผู้เขียนรู้สึกขนลุกและเกิดอาการสั่นสะท้าน เหมือนมีสัญญาณเตือนว่าต้องฟังอย่างตั้งใจอย่าฟังผ่านๆ ดังนั้น ผู้เขียนจึงตั้งใจฟังอย่างจรดจ่อ ทำให้เก็บเนื้อหามาเล่าสู่ต่อเพื่อนสมาชิกผู้สนใจได้ว่า
- ภยันอันตรายที่ร้ายแรง ที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พูดกับคุณสัญญา คุณากรว่า "จำได้ไหม เมื่อ 2 ปีก่อน ผมเคยพูดให้คุณสัญญาฯ ทราบว่า ภายใน 12 ปีข้างหน้า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ปี ก็เหลืออีกเพียง 10 ปี (ปีนี้ 2550 ก็น่าจะ หมายถึง ปี 2560 – ผู้เขียน) ผมก็ขอยืนยันสิ่งที่ได้เคยบอกกล่าวให้คุณสัญญาฯ ทราบแล้วนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จะมีเหตุการณ์ที่เป็นภยันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่เกรงว่า ระยะเวลาอาจร่นลงมาเหลือเพียง 7 ปี ส่วนปีที่ 10 นับจากนี้ไป ก็อาจจะเป็นปีที่มีความสงบสุข ปีที่มีแต่ความสมานฉันท์ ปีที่เลิกทะเลาะกันแล้ว เพราะผู้คนในช่วงนั้น เหลืออยู่น้อยมาก ไม่มีเวลาที่จะทะเลาะกันแล้ว แต่ต้องอยู่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน"
- ที่ ดร.อาจองฯ กล่าวเช่นนั้น ดร.อาจองฯ ขยายความให้ฟังว่า "จากปัญหาโลกร้อน ปริมาณน้ำแข็งมีการละลายมากขึ้น และในที่สุดก็ไหลลงทะเล และมหาสมุทร ซึ่งพื้นที่ทะเล และมหาสมุทรแม้จะมีมากกว่าส่วนที่เป็นพื้นดิน
แต่เผอิญ น้ำทะเลทั้งหมดมิได้มีปริมาณที่เท่ากันทั้งโลก แต่ไปถ่วงด้านหนึ่งมากขึ้น
โลกอีกด้านหนึ่งมีน้อยกว่า เมื่อน้ำทะเลไปถ่วงด้านหนึ่งมากขึ้น ก็ เกิดสภาวะไม่สมดุล เป็นเหตุให้โลกแกว่งตัวผิดปกติ มีผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก แผ่นเปลือกโลกปรับตัวครั้งใด ก็จะเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นๆ แผ่นเปลือกโลกจะมีรอยร้าวมากขึ้น ขอให้ทุกท่านสังเกตเหตุการณ์ของการเกิดแผ่นดินไหว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณมากขึ้น และถี่ขึ้นในทุกพื้นที่ของโลก รวมทั้งกระทบมาสู่ประเทศไทย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในลักษณะที่ถี่มากขึ้นเช่นนี้ (ในช่วงต้นปี 2550 หากจำไม่ผิดมีการเกิดแผ่นดินไหวแถวแม่ริม จ.เชียงใหม่ ประมาณ 60 ครั้ง – ผู้เขียน) การเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบให้แกนขั้วโลกมีการเปลี่ยนแปลง หากขั้วแม่เหล็กโลกมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหันหายนะครั้งใหญ่ของโลกจะเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน (น่าจะเกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเกินความคาดคิดของนักวิทยาศาสตร์กายภาพ ดร.อาจองฯ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกเป็นผู้ได้รับการประกาศเกียรติคุณในหอเกียรติยศขององค์การนาซ่าว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นชั้นนำของโลกคนสำคัญคนหนึ่ง ดร.อาจองฯ นอกจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์กายภาพแล้ว ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตด้วย โดยเป็นศิษย์เอกคนสำคัญของ "ท่านสัตยาไสบาบา" ผู้มีพลังฌานสมาบัติแก่กล้า ที่สหรัฐอเมริกายอมรับว่ามีพลังเหนือธรรมชาติในตัวท่านโดยเคยทดลองอดอาหาร / อดน้ำ ให้นักวิทยาศาสตร์อเมริกันชม ได้ถึง 17 วัน - ผู้เขียน)
- ในปัจจุบันปริมาณน้ำแข็งที่ภูเขาหิมาลัยได้มีการละลายไปมาก และปริมาณน้ำแข็งก็จะเหลือน้อยลง ซึ่งน้ำแข็งที่ภูเขาหิมาลัย มีผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง เมื่อปริมาณน้ำแข็งมีน้อยลง ปริมาณน้ำแข็งที่จะละลายเป็นน้ำในอนาคตก็จะมีน้อยลง ซึ่งในที่สุด ก็จะเกิดปัญหากระทบกระทั่งของประเทศต่างๆ ที่ต้องอาศัยน้ำในแม่น้ำโขงจะต้องเกิดการพิพาทแย่งน้ำกัน ในที่สุด แม่น้ำโขงจะเหือดแห้งลง
- องค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักในปัญหานี้ ได้มีหนังสือแจ้งมาถึงประเทศไทยให้ตระหนักในปัญหาที่จะเกิดในอนาคต ที่จะเกิดกรณีพิพาทแย่งแหล่งน้ำจืดกัน และจะต้องเร่งพัฒนาจิตใจในการมีคุณธรรม มีความเข้าใจในธรรมชาติที่จะมีปัญหาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดย ดร.อาจองฯ ได้เริ่มใช้ "โรงเรียนสัตยาไส" ที่ลพบุรี
เป็นศูนย์พัฒนาจิตใจเด็กรุ่นใหม่ ที่จะเติบใหญ่เป็นผู้นำประเทศ เน้นพัฒนาการด้านจิตใจ และความมีคุณธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้สังคม
และประเทศชาติ มีความสงบและสันติเร็วขึ้นหลังจากเกิดมหันตภัยขึ้นในช่วงไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า (ไม่เกินปี 2560 – ผู้เขียน)
ก่อนหน้านี้ ประมาณ 1 สัปดาห์ เผอิญได้ดูรายการโทรทัศน์ ที่คุณสัญญา คุณากร สนทนากับ ดร.สมิทธิ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา (อาจจะเป็นรายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" ก็ได้ เพราะอยู่ในช่วงวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2550 เวลาประมาณใกล้ๆ 23.00 น.)
- สิ่งที่ได้เห็นคือ ภาพแผนที่ประเทศไทย ที่ ดร.สมิทธิ์ฯ แจ้งว่า เป็นผู้ระบายสีด้วยตัวเอง ถึงพื้นที่น้ำท่วมถาวร ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ถ้าทุกคนในโลกใบนี้ ไม่ตระหนักปัญหาโลกร้อน ไม่ตั้งใจที่จะช่วยลดปริมาณการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศของโลก ทุกคนยังคงเห็นแก่ตัว เป็นนักบริโภคนิยม ไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ นั่นคือ พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา สระบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา (ประมาณการด้วยสายตาว่ามีจังหวัดใดบ้างตามแผนที่ ที่คุณสัญญา คุณากร แสดงให้ดูทางโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซึ่ง ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่จมน้ำถาวร หรือเป็นพื้นที่ทะเลในอนาคต)
- สำหรับ จังหวัดต่างๆ ริมทะเลทุกจังหวัดของประเทศไทย จะเป็นพื้นที่น้ำท่วมชั่วคราว ช่วงน้ำทะเลขึ้น ก็จะท่วม น้ำทะเลลด ก็จะไม่ท่วม ที่ไม่ท่วมเลยนั้นไม่มี ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันปริมาณน้ำในทะเลมีมากกว่าอดีตนั่นเอง นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่จะได้เห็นในช่วง 10 ปีข้างหน้า ถ้าทุกอย่างดำเนินการเหมือนปกติเช่นทุกวันนี้
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน เช่น ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา จะพูดจาระมัดระวังมากหน่อย เพราะมีตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำในขณะนี้ ได้แสดงความเห็นในรายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" ในวันเสาร์ที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ว่า
- ปัจจุบันนี้ กระแสน้ำร้อน – น้ำเย็น ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
- ปรากฏว่าในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น มีพายุเข้ามาทางอ่าวไทยมากขึ้น ความแห้งแล้งมีมากขึ้น บางพื้นที่มีฝนตกมากจนน้ำท่วม บางพื้นที่มีทั้งแห้งแล้ง และน้ำท่วม ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินถล่ม โคลนถล่มมากขึ้น ถี่ขึ้น
- ในอดีต ฝนตกหนัก จะเห็น 1,000 ปีสักครั้ง แต่จากนี้ไป จะเห็นทุกๆ 3 ปี
ที่มีฝนตกหนักมาก ทำให้เกิดอุทกภัย และโคลนถล่ม เป็นภัยร้ายแรงที่ต้องระวังมากขึ้น
- ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศของโลก จะฝังตัวบริเวณนั้น ประมาณ 50 – 200 ปี ถือเป็นหายนะของมนุษยชาติในอนาคต
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
- ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีสัญญาณเตือนถึงภัยพิบัติทางทะเลให้เห็นหลายประการ เช่น ปะการังมีการตายมากอย่างผิดสังเกต น้ำทะเลกัดเซาะชายตลิ่งมากขึ้น
ในปัจจุบันบางพื้นที่ บางส่วนของ จ.สมุทรปราการ บางส่วนของเขตบางขุนเทียน ใน กทม.พื้นดินถูกกลืนหาย กลายเป็นบริเวณน้ำทะเลถาวร
- มีพายุขึ้นฝั่งมากขึ้น คลื่นลมแรงมากขึ้น มีอุทกภัยมากขึ้น
- โลกก็มีชีวิต มีการเคลื่อนไหว เมื่อมนุษย์มีการกระทำที่เป็นการทำลายธรรมชาติบนโลก โลกก็จะมีการโต้ตอบ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการตายทั้งเป็น เพราะความวิบัตินี้จะมีผลถึงลูกหลานของเรา
- เมื่อเดือนที่แล้ว มิถุนายน 2550 มีแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกใต้แตกลงมา ซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ เท่ากับมลรัฐแคลิฟอเนียร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึง ปัญหาอุณหภูมิของโลกได้ร้อนเพิ่มมากขึ้น
- ตำราต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ที่เคยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์เช่นเดิมได้อีก สิ่งที่ปู่ย่าตายาย เคยบอกเล่าให้ฟังไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิม เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้องมีมากขึ้น ในช่วงนี้ มีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ต้องเรียนรู้ปรากฏการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก จะประมาทกับปรากฏการณ์ต่างๆ มิได้ ยุคความหรรษากำลังจะหมดไป (ยุคหฤโหดกำลังจะเข้ามาแทนที่ - ผู้เขียน)
รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาคธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ให้ความจริงว่า ปัจจุบันบริเวณอ่าวไทยตอนบน น้ำทะเลท่วมลึกเข้ามาในผืนแผ่นดิน ปีละ 2 – 4 เมตร และท่วมลึกเข้ามาในแผ่นดินเรื่อยๆ
- บริเวณแถวหมู่บ้านคลองด่าน และหมู่บ้านขุนสมุทรจีน จ. สมุทรปราการ พื้นดินหายไปในทะเลมากกว่า 180,000 ไร่แล้ว วัดขุนสมุทรจีน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในทะเล ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ทั้งๆที่เดิมนั้น วัดขุนสมุทรจีน อยู่บนพื้นดินไม่มีน้ำล้อมรอบ แต่ปัจจุบันล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเลแล้ว และทรุดตัวลงจากพื้นดินไปมาก
- หมู่บ้านขุนสมุทรจีน ค่อยๆจมหายไปในน้ำทะเล ทั้งๆที่พื้นดินบริเวณนี้มีโฉนดที่ดิน แต่ไม่มีโอกาสเห็นพื้นดินอีกแล้ว สะพานของกรมโยธาธิการที่เหลืออยู่ ปรากฏว่า ไม่มีหมู่บ้านรองรับ แต่เป็นสะพานที่วิ่งลงไปในทะเล เสาไฟฟ้าอยู่ในทะเล โรงเรียนอยู่ในทะเล แต่อยู่ไกลออกไป โดยไม่เห็นสภาพโรงเรียนอีกต่อไป เพราะจมหายมิดทั้งโรงเรียน สิ่งเหล่านี้ คือ ภาพที่รายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" ถ่ายมาออกอากาศที่ช่อง 5 เมื่อวันเสาร์ที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ที่ผ่านมา
- ที่ดินบริเวณ จ.สมุทรปราการ มีการทรุดตัวลงเร็วมาก ถึงปีละ 3 - 5 เซนติเมตร เป็นภาวะที่น่าจะอยู่ในระดับวิกฤติที่คนไทยต้องตื่นตัวได้แล้ว
ผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร (นายอภิรักษ์ฯ)
- ได้ให้ข้อมูลในรายการ " โลกสวยด้วยมือเรา" ในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 อีกคนหนึ่ง
- ผู้ว่าการ กทม. ให้ข้อมูลว่า ณ ปัจจุบัน บริเวณชายทะเลบางขุนเทียน
มีน้ำทะเล รุกล้ำเข้ามาในบริเวณซึ่งเป็นที่ดินถึงปีละ 5 เมตร และคงสภาพท่วมถาวรในสภาพเช่นนั้น
- เดิม ไข้เลือดออก จะมีการระบาด 2 – 3 ปีต่อครั้ง แต่ปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกทุกปี
- ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ประเทศไทยปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 100 % เป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยจากบริเวณผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครถึง 40 % เป็นเรื่องที่คนใน กทม. ทุกคนต้องทราบถึงการที่ทุกคนมีส่วนทำลายชั้นบรรยากาศของโลกในปัจจุบัน
- ทุกวันที่ 9 ของทุกเดือน ขอความร่วมมือจากทุกท่านร่วมใจกันปิดไฟทุกดวง คนละ 15 นาทีในเวลา 19.00 น. หรือ เปิดเพียง 1 ดวงในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อจะได้มีแสงสว่างพอจะเห็นสิ่งต่างๆ และร่วมกันปิดเครื่องปรับอากาศ คนละ 15 นาทีในช่วงดังกล่าวด้วย
- เครื่องปรับอากาศทุกเครื่อง จะต้องตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 oC ไม่ควรตั้งต่ำกว่า 25 oC
- หากที่ใดยังใช้หลอดไฟที่ใช้ไส้ ต้องรีบเปลี่ยนหลอดไฟเป็นชนิดหลอดตะเกียบ ซึ่งจะลดกระแสไฟฟ้าได้มาก อีกทั้ง หลอดไส้ให้แสงสว่างเพียง 10 % แต่ให้ความร้อนถึง 90 % ทุกคนจึงควรร่วมใจกันลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า และช่วยกันลดอุณหภูมิความร้อนของโลก โดยไม่ใช้หลอดไส้อีกต่อไป
- ทุกคนควรถอดปลั๊กไฟทุกครั้งที่ไม่ใช้ ไม่ควรเสียบปลั๊กแช่ไว้ แม้มิได้เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่การเสียบปลั๊กแช่ก็สูญเสียกระแสไฟฟ้าเช่นกัน
- หากเป็นไปได้ จะต้องพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถส่วนตัว มาใช้รถสาธารณะ หรือรถไฟฟ้ามากขึ้น
- 2 ปีที่ผ่านมานี้ มีปริมาณน้ำท่วมมากขึ้น ฝนตกมากขึ้น พายุแรงมากขึ้น (และในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2550 ก็ปรากฏว่ามีไฟป่าเผาผลาญถึง 7 มลรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น ที่ยูท่าห์ ไฟป่าทำลายป่าไม้ไปมากกว่า 700,000 ไร่ ในประเทศจีน ก็มีอุทกภัยใหญ่ ใน 7 มณฑล บ้านเรือนถูกทำลายมากกว่า 270,000 หลัง เป็นต้น เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนฯ ให้ทราบถึงมหันตภัยในอนาคต – ผู้เขียน)
- จากข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นสิ่งที่ทุกคนเพียงแต่ "รู้" ไม่เพียงพอ แต่จะต้อง "รู้ และเข้าใจ ตระหนัก และจูงใจ" นั่นคือ " ทุกคนจะต้องรู้ถึงสภาพปัญหาที่มีการเปลี่ยนแปลง และเข้าใจสิ่งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดจากการกระทำของพวกเราทุกคน ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำลายชั้นบรรยากาศของโลก ต้องตระหนักว่าเป็นภัยที่กำลังจะมาถึงตัวเรา ครอบครัวของเรา ภริยา / สามีของเรา บิดามารดาของเรา ลูกหลานของเรา ชุมชน สังคม ประเทศชาติ รวมทั้งโลกของเราด้วย"
- ทุกคนจะต้องเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง แต่ "ต้องลงมือทำทันที ที่มีโอกาส" โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองก่อน
- หากไม่มีการเกิดระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ หรือไม่มีอุกกาบาตใหญ่มาชนโลกจนเกิดฝุ่นปกคลุมบรรยากาศโลก โลกก็จะเพิ่มความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- แต่ ถ้ามีการเกิดระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ หรือมีอุกกาบาตใหญ่วิ่งมาชนโลก ย่อมทำให้เกิดฝุ่นปกคลุมบรรยากาศของโลก ทำให้แดดส่องลงมาไม่ถึงพื้นผิวโลก พื้นที่ส่วนนั้นๆ ก็จะกลับกลายเป็นยุคน้ำแข็งได้
- สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน
- ให้ระวังสักนิด ประเทศไทย จะได้พบกับ "สึนามิ" อีกครั้ง แต่สึนามิครั้งนี้จะมีความใหญ่มากกว่า เหตุการณ์เมื่อ 26 ธันวาคม 2547 เพียงแต่จะเกิดเมื่อไรไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่ภาพนิมิตร "สึนามิ" ในอนาคตในประเทศไทยมีหลายท่านได้เห็นแล้ว แต่ช่วงเวลายังไม่ยืนยัน อยู่ระหว่างปี 2550 – 2560 ค่อนข้างแน่ครับ
- อย่าลืม โปรดแบ่งเวลาบางส่วนของชีวิตท่านในปัจจุบัน
- ไปทำจิตให้สงบ ฝึกการมีสติ และมีสมาธิให้มากขึ้น
- ฝึกฝนการรักษาศีล 5 อย่างจริงจัง
- ฝึกทำความเข้าใจในโลกธรรม 8 โดยเฉพาะส่วนลบของโลกธรรม 8 คือ การเสื่อมยศ เสื่อมลาภ ถูกนินทา และเป็นทุกข์
- ฝึกความเข้าใจในสามัญญลักษณะ ที่เป็นจริงของโลกว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดกาล ไม่มีสิ่งใดอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอด ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนที่แน่นอนตลอด ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็แปรเปลี่ยน ในที่สุดก็ดับไปเสมอ
- ฝึกทำความเข้าใจ และตระหนักชัดว่า เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น และแล้วก็ย่อมต้องมีการแตกดับ ฝึกให้เห็นว่า "ความตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนที่เกิดแล้ว ต้องมีแก่ มีเจ็บ และมีตาย ไม่มีผู้ใดก้าวล่วงได้"
- ทำความเข้าใจว่า "ทรัพย์ทั้งปวง ของรักของหวงทั้งปวง" ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ในโลกหน้าได้ สิ่งที่เหลืออยู่ และนำไปได้ในโลกหน้า ก็มีเพียง " บุญกุศล บุญบารมี คุณงามความดี ที่เราสร้างไว้เท่านั้น" โปรดอย่าลืมเป็นอันขาด

Saturday, September 01, 2007

My mom's house in Suphanburi!

Alle vi barna holder på å bygge et nytt hus til mora vår.Hun vil gjerne flytte til et nytt område som ikke har flom,så vi måtte kjøpe en tomt som ligger høyere.For å gjøre tomta høyere,måtte vi kjøpe masse jord for å fylle opp.Nå er tomta like høy som veien.Vi kjøpte tomt på bare 800 kvadratmeter for å bygge hus og ha litt plass til å dyrke litt grønnsaker.Vi har også tenkt at vi skal plante noen trær rundt huset,så det vil blit et koselig hus i fremtiden,håper jeg:-)
Vel,jeg vil oppdatere med flere bilder når huset er ferdig,så dere kan få se resultatet,men hvis dere har noen spørsmål,kan dere bare spørre meg.Jeg vil svare hvis jeg kan.
Nå er jeg i Norge,så jeg får ikke sett huset mitt ennå,men jeg får se det gjennom noen blider som søstera mi sendte til meg.Alt ser greit ut,men likevel ser jeg fram til å se huset med mine egne øyne.

Monday, July 30, 2007

...ภัยแฝงจากแปรงสีฟัน...

ภัยแฝงจากแปรงสีฟัน
26 เม.ย. 2550 : สิริพันธ์ กล่ำป่วน
ห้องเรียนทันข่าว สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน

"แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน จะเดินทางเข้าสู่กระแสเลือด" ก่อให้เกิดอันตรายได้ถึงชีวิต .....
แปรสีฟันเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับทำความสะอาดภายในช่องปาก ปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แปรงสีฟันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่าที่คิด
เหตุใดแปรงสีฟันจึงอาจฆ่าคุณได้ ? คงเป็นคำถามที่หลาย ๆ คน คาดไม่ถึง แต่เรื่องนี้มีคำตอบ เจมส์ ซอง นักเคมีจาก มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ระบุว่า แปรงสีฟันที่ใช้งานนานเกินไป ถือเป็นหนึ่งในวัตถุอันตรายในครัวเรือน และปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขข้อ และการติดเชื้อเรื้อรัง อาจเกี่ยวพันกับแปรงสีฟันที่ไม่ถูกสุขอนามัย ตามทฤษฎีนั้น ดูเหมือนแบคทีเรียจำนวนมากจะซุกซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน และแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรง ผ่านรอยแผลเล็กๆ ที่เหงือก แบคทีเรียเหล่านี้บางส่วน เกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือด แนวคิดนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผลการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ พบว่า แปรงสีฟันทั่ว ๆ ไป เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียอันตราย อย่าง staphylococci, streptococcus, E. coli และ candida ขณะเดียวกัน สมาคมทันตกรรมแห่งอังกฤษ ( บีดีเอ) สำทับว่า อันตรายยิ่งร้ายแรงขึ้นหากมีการใช้ แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่น ดร. ทาเร็ก ไอดริส ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมจากฮาร์เลย์ สตรีท เปิดเผยว่า มีการตรวจพบ เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซี ในแปรงสีฟัน และสปอร์ของไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่รอดได้นานหลายเดือน นอกจากนั้น แปรงสีฟันเปียกชื้นยังเป็นแหล่งกบดานสมบูรณ์แบบของแบคทีเรียร้ายหลาย ชนิด " เกือบจะเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์อย่างมากที่แปรงสีฟันถือเป็นวัตถุอันตรายในบ้าน เราไม่ควรทิ้งแปรงสี ฟันไว้ในห้องน้ำ แล้วใช้แล้วใช้อีกโดยไม่ล้างให้สะอาด เสียก่อน" ไอดริสเสริม
นอกจากนั้น หลายคนยังทิ้งแปรงสีฟันไว้ในแก้วเดียวกับคนอื่น ซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคติดต่อถึงกัน หากแปรงสีฟันสัมผัสกัน ความเสี่ยงที่แบคทีเรียในช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือดถูกตอกย้ำจากงานวิจัยเมื่อไ ม่นานมานี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เชื้อแบคทีเรีย porphy-romonas gingivalis เป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ ปรากฏอยู่ในเส้นเลือดที่อุดตันรุนแรง การศึกษาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า แบคทีเรียในช่องปากของอาสาสมัครที่เป็นโรคหัวใจ ไปปรากฏอยู่ในหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน แบคทีเรียนี้ยังเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และการที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ ไอดริสเสริมว่า การสะสมของแบคทีเรียร้ายในระบบเลือด อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเขาเชื่อว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เราอาจต้องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันกันเป็นประจำ หรือใช้แปรงสีฟันแบบใช้แล้วทิ้ง

ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ เปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน ไม่ควรใช้แปรง สีฟันร่วมกับผู้อื่น

ขอคำแนะนำเรื่องการแปรงฟันจากทันตแพทย์ งดใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง เนื่องจากจะทำให้เหงือกเป็นแผล และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด และหาปลอกใส่ แปรงสีฟัน หากต้องเก็บไว้ในห้องน้ำ เป็นต้น
เมื่อทราบข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว คุณจำได้หรือไม่ว่าเปลี่ยนแปรงครั้งสุดท้ายเมื่อไร?...

Sunday, July 22, 2007

ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา...


วันนี้ได้รับ Forwarding mail จากเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกดีมากๆ จึงอยากที่จะแบ่งบันสิ่งดีๆนี้แด่เพื่อนคนไทยทุกคน ที่อาจบังเอิญหลงทางเข้ามาเจอบล็อกนี้เข้า...

อยากให้ทุกคนได้สละเวลาอันน้อยนิดติดตามเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตที่ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตาของ "คุณเกษมสุข"

หลังจากที่ฉันได้อ่านเรื่องราวชีวิตการต่อสู้ของเธอแล้ว ทำให้ฉันรู้สึกว่าปัญหาของฉันชั่งเล็กน้อย...เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เธอได้พานพบมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ มันทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะต่อสู้และไม่หวาดหวั่นกับสิ่งที่จะพบเจอต่อไป...ในวันข้างหน้า

เอาหละ...ฉันจะไม่พร่ำบรรยายมาก แต่อยากเชิญชวนทุกคนให้อ่านเรื่องราวของผู้หญิงนักสู้คนนี้...

เสียดายจังไม่ได้ดูรายการ " เจาะใจ" ตอนที่ทางรายการสัมภาษณ์เรื่องราวของเธอ แต่ฉันยังโชคดีที่ได้อ่านบทความของเธอ...

ถ้าคุณอยากที่จะอ่านบทความนี้ ส่งอีเมลล์ถึงฉันนะ แล้วฉันจะ forward mail ถึงคุณ..ทางอีเมลล์ที่ให้มา...

Friday, July 13, 2007

Ris med vann og tørket ansjos!






Jeg stekte tøkket ansjos fisker med litt olje fordi jeg trengte ekstra kalsium.Når man blir garvid,er man redd for å miste tenner hvis man ikke nok har fått seg kalsium.Jeg tok bort to tenner da jeg var yngre,så det er nødt til å beholde de tennene som jeg har nå.

Fiskene smaker godt,men de lukter ganske vondt.Hvis du ikke skjønner hva vondt det er,kan du spørre mannen min.
Da han kom hjem fra jobben,spurte han meg med en gang hva jeg hadde laget.Det lukte utrolig vondt.Jeg er enig med ham at det ikke lukter godt i det hele tatt,men jeg må ha ekstra kalsium fra maten.Jeg vil ikke ta mye kalsium tabletter fordi man ikke bør ta for mye.Det er mye bedre å få kalsium,D-vitamin og K-vitamin gjennom mat.

Vet du,kalsium er viktig for å bygge og bevare benbygning og tenner.D-vitaminen er nødvendig for at kalsium skal opptas og bygges inn bensubstansen.I tillegg er det viktig å spise noen mat som inneholder K-vitamin,for den er viktig for at skjelettet skal binde kalsium og dermed sikre en strek benbygning.

Hvis du lurer på hvordan maten ser ut,får du se på disse blidene.Det er lett å lage,og det er også sunt.

Hagen min på balkong!



Dette året har jeg plantet noen grønnsaker og blomster,men etter at mine planter har vokst opp,så det er ikke lett å finne ledig plass på balkong.Jeg har plantet seks tomater,noen kinesisk grønnsaker,Thai chilli,Thailandsk basilikum,og noen blomster som dere skal få se på bildene.Nå er jeg ganske fornøyd med min lille hage,men i fremtiden skal jeg kose meg mye med min store hage.

Hvis vi skal kjøpe vårt eget hus,må det ha en stor hage som må være stor nok for to epletrær,Thai grønnsaker og pene blomster som jeg skal plante selv.

Vel,jeg vil ikke skrive mye om disse,men jeg skal ta noen blider når tomatene mine er modne,og solsikker er klare til å plukkes.Det har jeg tenkt å gi bort til mine søte venner.

Thursday, July 12, 2007

En rar historie!!!


Hei mine søte venner,
I natt kunne jeg ikke sove fordi jeg hadde klødd i hele kroppen min(Det har skjedd med meg i mange ganger før,så nå er jeg vant til det.Jeg kan leve med den så lenge det ikke plager meg altfor mye).Men av og til klør jeg så mye,så det kan også plage meg veldig.

Vel,Jeg prøvde å fortsette å sove ,men jeg kunne ikke sove fordi jeg hadde klødd i hele kroopen.Til slutt måtte jeg ta en allergisk medisin som jeg fikk fra fastlegen min for noen dager siden.Det hjalp mye slik at jeg kunne fortsette å sove igjen,men klokka halv fire(3:30) måtte jeg stå opp igjen på grunn av sulten.Hvis jeg ikke stod opp,kom jeg til å dø av sult.Dere tenker kanskje det er rart,men det er sant.Det skjer med meg nå.

Etter jeg stod opp,gikk jeg rett fram til kjøkkenet.Først og fremst måtte jeg koke vann slik at jeg kunne kose meg med en kopp kaffe.Det er kanskje rart at man står opp kl.3:30 for å drikke kaffe.Vet du det aldri har skjedd med meg før,så denne gangen er det første gang at jeg står opp tidlig på grunn av sult.Etter jeg drakk en kopp kaffe,ville jeg ha noe å spise.Men dessverre spiste jeg opp Thai mat i går,så jeg måtte spise brød i stedet for.Jeg spiste to brødskiver med syltetøy.Nå er jeg mest!!!

Etter at jeg hadde spist ,kunne jeg ikke sove.Nå er jeg våken,så jeg har tenkt at jeg skal fortelle min dumme historie med dere begge to.

Jeg har lagt merke til at noe rart ofte har skjedd med meg etter at jeg har vært gravid.Nå har jeg vært gravid i tre måneder,men heldigvis er magen min flemderes ikke stor.Jeg har lagt på meg bare en kilo,så det er ikke så verst,ikke sant???.Selvfølgelig spiser jeg sunt,men jeg vil ikke benytte sjanse til å spise så mye,for det er ikke lett å gå ned i vekt etter man føder.Jeg er redd for å bil tjukk selv om jeg ikke har vært tynn:-)

Etter jeg blir gravid, er jeg lett å bil trøtt,spiser oftere enn før,og sover mye.Vet du før jeg vanligvis la meg kl.24:00 ,men nå legger jeg meg mye tidligere,kanskje kl.10:00, og jeg sover ofte som en stein.Det er helst sant:-)

Tror dere at denne er en rar historie,men dere komme til å forstå meg når dere er i samme båt som meg:-)

Vel,det er kanskje nok for nå,men jeg skal skrive mer hvis det skjer noe morsom med meg.

Hey,Luxxx,Til kvelden skal jeg gå på kino sammen med Kexxx.Vi skal se på Harry Potter.Det er flott hvis du kunne bli med oss,men jeg vil ikke forstyrre deg så mye.Jeg vet at du har mye ting å gjøre både å jobbe og studere.Men det er kjekk hvis vi kan finne en riktig tid sammen,så vi kan gå ut på kafe´ og kose oss meg en kopp kaffe og en liten prat,men jeg regner med det kommer til å bli en lang prat for oss.Det var lenge siden sist vi møttes.Så savner jeg deg veldig.Vet du jeg ser fram til å møte deg så fort som mulig.
Vel,nå kommer det til å bli et langt brev,så jeg må si ha det godt til dere begge to.

Ha en god riktig sommer ferie.
En kjempestor klem fra meg,Tom Yum Koong:-)

Tuesday, July 10, 2007

Beauty of Maths

1 x 8 + 1 = 9
12 x 8 + 2 = 98
123 x 8 + 3 = 987
1234 x 8 + 4 = 9876
12345 x 8 + 5 = 98765
123456 x 8 + 6 = 987654
1234567 x 8 + 7 = 9876543
12345678 x 8 + 8 = 98765432
123456789 x 8 + 9 = 987654321

1 x 9 + 2 = 11
12 x 9 + 3 = 111
123 x 9 + 4 = 1111
1234 x 9 + 5 = 11111
12345 x 9 + 6 = 111111
123456 x 9 + 7 = 1111111
1234567 x 9 + 8 = 11111111
12345678 x 9 + 9 = 111111111
123456789 x 9 +10= 1111111111

9 x 9 + 7 = 88
98 x 9 + 6 = 888
987 x 9 + 5 = 8888
9876 x 9 + 4 = 88888
98765 x 9 + 3 = 888888
987654 x 9 + 2 = 8888888
9876543 x 9 + 1 = 88888888
98765432 x 9 + 0 = 888888888

Brilliant, isn't it?
And finally, take a look at this symmetry:
1 x 1 = 1
11 x 11 = 121
111 x 111 = 12321
1111 x 1111 = 1234321
11111 x 11111 = 123454321
111111 x 111111 = 12345654321
1111111 x 1111111 = 1234567654321
11111111 x 11111111 = 123456787654321
111111111 x 111111111=12345678987654321

Be the chief but never the lord. Lao Tzu

Thursday, July 05, 2007

"ข้าพเจ้าขอถึงจตุคามรามเทพว่าเป็นที่พึ่ง”

..จตุคามํ สรณํ คจฺฉามิ.. "ข้าพเจ้าขอถึงจตุคามรามเทพว่าเป็นที่พึ่ง”

กระแสจตุคามรามเทพในฐานะวัตถุมงคลรุ่นใหม่ดังมาตั้งแต่ต้นปี 2550 จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง เพราะมีกระแสศรัทธาและการตลาดเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอยู่ ครั้งนี้ จึงขอแวะคุยเรื่องนี้กันพอหอมปากหอมคอ มีนักข่าวคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับผู้เขียนว่า การที่สังคมไทยคลั่งไคล้จตุคามรามเทพนั้น น่าจะเป็นเพราะสังคมไทยอยู่ในภาวะขาดที่พึ่ง คนจึงวิ่งหาที่พึ่งกันเป็นแถว แต่ผู้เขียนแย้งว่า คนไทยไม่ได้ขาดที่พึ่งแม้สักนิด เพราะอะไรก็ตามที่ถือกันว่าเป็นที่พึ่งของคนไทยนั้น ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ครบเหมือนเดิม ดังนั้น สิ่งที่คนไทยขาดกล่าวอย่างตรงไปตรงมาที่สุด คือ คนไทยกำลังขาด "สภาพคล่องทางการเงิน" มากกว่า
ลองถามคนทำมาค้าขายดูก็จะรู้ว่า ตอนนี้การทำมาค้าขายฝืดเคืองขนาดไหน คนเดินห้างยังคงมีอยู่ แต่หาคนจับจ่ายใช้สอยยากขึ้นทุกที การที่คนวิ่งหาจตุคามรามเทพนั้น ลองมองให้ลึกๆ ถึงคติในการนับถือก็จะพบว่า แท้ที่จริงคนไทยต้องการอะไรแน่ ที่พึ่งหรือเงิน ปรัชญาของจตุคามรามเทพที่สมมติกันขึ้นมาก็คือ "มึงมีกูไว้ไม่จน" และชื่อรุ่นแต่ละรุ่นก็สะท้อนปรัชญานี้ทั้งหมด เช่น "รวยไม่รู้จบ รวยไม่มีเหตุผล รวยมหาศาล รวยเงินล้าน รวยทรัพย์นับหมื่นล้าน รวยล้นฟ้า ฯลฯ"
คำว่า "รวย" ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นชื่อรุ่นจตุคามรามเทพ สะท้อนสิ่งที่คนไทยขาดอย่างไม่ปิดบัง ดังนั้น ย้ำกันชัดๆ คนไทยไม่ได้ขาดที่พึ่งในความหมายที่ว่า ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้เกิดความอบอุ่นและปลอดภัย แต่คนไทยขาดที่พึ่งทาง เศรษฐกิจ กล่าวคือ ขาดเงินเท่านั้น นอกจากเงินแล้ว หากวิเคราะห์ต่อไป ก็จะพบว่า คนไทยยังขาดสิ่งเหล่านี้ด้วย
(1) ขาดความรู้
(2) ขาดความรู้สึก (3) ขาดจิตสำนึกสาธารณะ
(4) ขาดปัญญาที่เป็นกลางขาดความรู้ คือ คนไทยซึ่งกว่า 90% ปากบอกว่า เป็นชาวพุทธ แต่เรากลับไม่รู้จักหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ากันเอาเสียเลย
ลองคิดดูง่ายๆ คำว่า "จตุคามรามเทพ" นั้น ก็บ่งชัดอยู่แล้วว่า ไม่ใช่คำที่แสดงหลักคิดทางพุทธศาสนา คำว่า "จตุคาม" นั้น เป็นคำเพี้ยนเสียงมาจาก "ขัตตุคาม" ซึ่งแต่เดิมคำนี้มาจากคำว่า "ขันธกุมาร" อีกทีหนึ่ง พระขันธกุมารเป็นเทพองค์หนึ่งในระบบความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ส่วนรามเทพนั้น ไม่ต้องการคำอธิบายมาก "ราม" ก็คือ พระรามนั่นเอง
ดังนั้น แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า จตุคามรามเทพ เป็นพราหมณ์ในนามพุทธ แต่คนไทยแยกไม่ออก ยกมาเป็นสรณะที่พึ่งหมด จนลืมไปว่าที่พึ่งของเราคือพระรัตนตรัยต่างหาก คนที่ขาดความรู้กลุ่มต่อไปก็คือ "พระสงฆ์" ที่ขาดความรู้ทั้งทางธรรมะและทางวินัย ทางธรรมะ พระสงฆ์ที่เป็นพระเกจิอาจารย์จำนวนมาก ล้วนลืมไปว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราชาวพุทธพึ่งตนเอง ไม่ให้พึ่งคนอื่นเป็นหลัก แต่พระสงฆ์กลับสอนให้เราพึ่งเทพ โดยลืมไปอีกว่า แท้จริงแล้ว เทพนั้นต้องพึ่งธรรม เอาง่ายๆ ก็แล้วกันว่า เทพยังต้องมาอาศัยอยู่ตามวัด ตามบ้าน ไม่สามารถสร้างที่อยู่อาศัยให้ตัวเองได้ คนกลับคิดว่า เทพนั้นยิ่งใหญ่จนต้องมอบกายถวายชีวิตให้เทพ และคิดว่าท่านช่วยเราได้ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ตามความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่
ในวัฒนธรรมความรู้ของพุทธศาสนานั้น เทพก็คือ เทวดา และเทวดานั้น ก็เป็นสภาพหรือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ซึ่งดำรงตนอยู่ได้เพราะบุญที่ตนทำไว้ เวลาจะหมดบุญนั้น เทวดาทั้งหลายล้วนอยากเกิดเป็น "มนุษย์" กันทั้งนั้น เพราะการเป็นมนุษย์ มีโอกาสมากกว่าในการทำความดี ในการพัฒนาตนจนสูงสุดจนเป็นพระอรหันต์ก็ยังได้ การอุบัติเป็นมนุษย์ คือ ยอดปรารถนาของเทพทั้งหลาย แต่มนุษย์ทั้งหลาย กลับคิดว่าการเป็นเทพนั้นวิเศษที่สุด และคิดว่าเทพจะเป็นที่พึ่งให้มนุษย์ได้ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เทพก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้ หรือได้ก็ไม่สมบูรณ์นัก บางส่วนก็ยังต้องพึ่งมนุษย์เสียด้วยซ้ำ มนุษย์เรานั้น ดีกว่าเทพอย่างไม่มีทางเทียบกันได้ ในคัมภีร์พระธรรมบทเล่าว่า พระอินทร์ซึ่งเป็นเทพชั้นสูง ยังแอบมาตักบาตรกับพระสงฆ์เพื่อจะได้
"ต่ออายุบุญ" ออกไปให้ยืนยาว ส่วนท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี ซึ่งมีคุณธรรมมาก ก็ยังเคยไล่ตะเพิดเทพมิจฉาทิฐิออกจากซุ้มประตูบ้าน จนกลายเป็นเทพเร่ร่อนมาแล้ว
ดังนั้น โดยความจริงแล้ว เทพไม่ใช่ที่พึ่งของมนุษย์ แต่ที่พึ่งของมนุษย์คือธรรมะ ในพระไตรปิฎกปรากฏอยู่เสมอว่า
เทพมาขอฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และจากพระอรหันต์สาวกทั้งหลายอยู่บ่อยๆ สิ่งที่เทพต้องการ คือโอกาสในการศึกษาและปฏิบัติธรรม เทพจึงไม่มีเวลาว่างมากมายมานั่งดลบันดาลประทานพรอย่างที่มนุษย์เข้าใจ
หากเทพทั้งหลายศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แล้ว ในเมืองไทยคงไม่มีใครขัดสน และในประเทศอินเดียซึ่งเป็นบ้านเกิดของเทพคงไม่มีคนยากคนจน และถ้าเทพมีฤทธิ์บันดาลอะไรๆ ได้ตามที่มนุษย์ขอ ถ้าเช่นนั้น เทพไม่ก้าวก่ายการทำงานของกฎแห่งกรรมหรือ ไหนเคยสอนกันมาว่า ทุกอย่างในชีวิตคนเป็นไปตามกฎแห่งกรรม แต่เดี๋ยวนี้ ทำไมทุกอย่างเป็นไปตามกฎแห่งเทพ กฎสองกฎนี้ไม่ตีกันหรือ
สำหรับพระวินัยนั้น หากพระสงฆ์มีความรู้สักหน่อย ท่านก็จะรู้ว่า การปลุกเสกลงเลขยันต์นั้นเป็นการประกอบ "มิจฉาอาชีวะ" คือ การหาเลี้ยงชีพที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งการทำเป็นธุรกิจยิ่งผิดมหันต์ ยิ่งกระตุ้นให้คนโลภโมโทสันยิ่งไม่ต้องพูดถึงผิดจรรยาของพระสงฆ์อย่างไม่มีทางเลี่ยง ในบางกรณีที่มีการอวดอ้างปาฏิหาริย์ประกอบการขายองค์จตุคาม ยิ่งมีโอกาสผิดพระวินัยร้ายแรงถึงขั้นขาดจากความเป็นพระ พระสงฆ์ว่าขาดความรู้แล้ว คนไทยกลับขาดความรู้ยิ่งกว่า ก็จตุคามรามเทพนั้น คนมีกิเลสหนาปัญญาทรามด้วยกันแท้ๆ ช่วยกันปลุกเสก ช่วยกันโฆษณา ช่วยกันสร้างเรื่องขึ้นมาหลอกกันเป็นทอดๆ กระนั้น ก็ยังคงมีคนหลงเชื่อ หลงศรัทธาเป็นบ้าเป็นหลัง ปาฏิหาริย์แห่งปาฏิหาริย์ก็คือ ในสังคมไทยคนหลอกคนได้ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ
ขาดความรู้สึก คือ แม้สังคมไทยกำลังเดินออกนอกทางแห่งธรรมถึงขนาดนี้แล้ว มีใคร หน่วยงาน หรือสถาบันไหนตระหนักถึงภัยเหล่านี้บ้าง ? เรายังคงมองการขยายตัวของธุรกิจไสยพาณิชย์ในนามพุทธศาสนานี้ด้วยสายตาแห่งความรื่นรมย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทำให้คนเข้าวัดมากขึ้น วัดได้รับการบำรุง และวัยรุ่นสนใจธรรมะ นี่คือ อาการขาดทั้งความรู้และขาดทั้งความรู้สึก มองเห็นความเสื่อมเป็นความเจริญนี่คือขาดความรู้ เผยแผ่ความเสื่อมนั้นออกไปจนบดบังพุทธศาสนาและพาสังคมไทยเสื่อมโทรม ก็ยังไม่ตื่น นี่คือขาดความรู้สึก
ขาดจิตสำนึกสาธารณะ คือ มีคนจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ที่จะออกมาอุทิศตนติงเตือนให้สังคมไทยได้ตื่นตัว มองเห็นความวิปลาสคลาดเคลื่อนของการพระศาสนาในสังคมไทยและในระบบความเชื่อของสังคมไทย หากสิ่งเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้ก็จะกลายเป็นมรดกบาปไปจนถึงคนรุ่นหลัง แล้วอย่างนี้ ประเทศไทยจะเอาศักยภาพทางปัญญาที่ไหนไปแข่งขันในเวทีโลก
ขาดปัญญาที่เป็นกลาง คือ ทุกวันนี้ ชนชั้นกลาง ปัญญาชนจำนวนมาก รวมทั้งพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ไม่น้อยล้วนยินดีใช้ปัญญาของตน เพื่อสนองต่อ "นายทุน" และต่อ "ลัทธิบริโภคนิยม" ที่เน้นความร่ำรวยและความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นสิ่งสำคัญ คนที่ได้เปรียบสังคมอยู่แล้วเหล่านี้ ต่างยอมหลับตาเสียข้างหนึ่ง ทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ต่อความเสื่อมที่คุกคามสังคมไทยในยามนี้ เพราะตัวเองพลอยได้รับประโยชน์โสตถิผล จากความโง่เขลาของเพื่อนร่วมสังคมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ปัญญาของชนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมในยามนี้นั้นแม้จะรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่ก็ทนนิ่งเงียบเสียดีกว่า เพราะในความเงียบของชนชั้นกลางและชั้นสูงทั้งหลาย หมายถึงการโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากคนชั้นล่างหรือชั้นอื่นที่โง่กว่า
กรุงศรีอยุธยานั้นว่ากันว่าที่แตกเป็นจุณไม่ใช่เพราะพม่าข้าศึกเก่งกาจอะไร แต่เพราะคนไทยที่เป็นชนชั้นนำ ต่างพากันดูดายและเห็นแก่ตัวต่างหากภาวะอย่างนี้ ชวนให้นึกถึงกวีของสุนทรภู่ที่พรรณนาสภาพกรุงศรีอยุธยาหลังจากเสียกรุงเอาไว้ว่า
"กำแพงป้อมขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าอ้ายข้าศึกเข้ามาได้
ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้กระไรเหมือนบุรีไม่มีชาย"
กรุงเทพฯ แตกย่อยยับทางการเมืองการปกครองและทางเศรษฐกิจแล้ว ยังไม่พอ ยังมาแตกย่อยยับทางจิตวิญญาณซ้ำเติมลงไปอีก สังคมไทยกลายเป็นสังคมหลักลอยทางความเชื่อและไม่มีจริยธรรมทางปัญญาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เห็นสภาพแล้ว อยากสวมวิญญาณสุนทรภู่พรรณนาสภาพกรุงเทพฯ เมืองไทยในตอนนี้ว่า
"กำแพงแก้วแววไวไสวสว่าง ยังมาสร้างจตุคามงามหน้าเหลือ
มาทิ้งธรรมสยบเทพเสพเป็นเบือ โอ้ว่าเรือประเทศไทยบรรลัยแล้ว"

บทความโดย.. ว.วชิรเมธี จาก นสพ. กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Sunday, July 01, 2007

You Have a Choleric Temperament..

You Have a Choleric Temperament

You are a person of great enthusiasm - easily excited by many things.
Unsatisfied by the ordinary, you are reaching for an epic, extraordinary life.
You want the best. The best life. The best love. The best reputation.

You posses a sharp and keen intellect. Your mind is your primary weapon.
Strong willed, nothing can keep you down. Your energy can break down any wall.
You're an instantly passionate person - and this passion gives you an intoxicating power over others.

At your worst, you are a narcissist. Full of yourself and even proud of your faults.
Stubborn and opinionated, you know what you think is right. End of discussion.
A bit of a misanthrope, you often see others as weak, ignorant, and inferior.

Ut på tur,aldri sur(Episode 2)

I dag har jeg og mannen min gått på tur i skogen.Først tenkte vi at vi skulle gå bare to timer,men til slutt gikk vi langt inne i skogen,og det var ikke lett å finne veien tilbake,så det tok nesten fire timer i skogen.Heldigvis tok vi med litt mat,så det hjalp mye når vi var veldig sultne.Jeg tok med meg en halv agurk,stekt Thai pølse,kokt ris,litt kake,og drikkevann,men min ektefelle tok med seg bare et grønt eple,så jeg måtte dele min mat med ham.Det gikk bra fordi jeg hadde mye mat denne gangen,men neste gang må han ta med seg egen mat:-)
Underveis tok jeg flere bilder av naturen,så dere får snart se noen fine bilder fra vår tur.Vel,på vei i skogen stoppet vi for å plukke jordbær og blåbær.De var ikke helt modne ennå,men likevel hadde vi lyst til å smake litt.Det minner meg om at det er sommer nå.Jeg glder meg til å gå i skogen for å plukke blåbær og bringebær,og så kan vi lage syltetøy.Men det må jeg vente noen uker til.
Vel,nå har jeg litt vondt i kroppen min,så jeg orker ikke å skrive mer.Jeg vil skrive mer når jeg føler meg bedre.

Saturday, June 16, 2007

Ut på tur,aldri sur(Episode 1)



I dag har jeg vært på sykkeltur sammen med mannen min.Vi har vært på sykkeltur i skogen bak leiligheten vår.Jeg kan ikke huske sist vi var på sykkeltur i denne skogen fordi det var lenge siden sist,kanskje i fjor.Det er fint å gå ut litt,synes jeg.Ut på tur,aldri sur.Det er jeg helt enig i.
Jeg pleier å gå i skogen når jeg har fri,men en ting må jeg huske det er at jeg må ta med meg litt mat,blant annet rosinboller,en agurk,applesiner,og noe å drikke.Denne gangen tok jeg med meg en agurk,en applesin og så noen rosinboller til mannen min.Han er veldig gald i rosinboller,og i dag var det lørdag,så han fikk lov til å spise noe usunt som rosinboller.Kanskje jeg er litt streng mot mannen min:-)Men stor sett er jeg snill mot ham.
Vi hadde tenkt at vi skulle sykle bare en times tid,men det klarte vi ikke fordi vi tok feil vei,så vi kunne ikke sykle der fordi stien var så liten og utrolig dårlig.Vi måtte trille syklene våre ca en halv time.Jeg var veldig sliten fordi jeg måtte neste bære sykelen min,men det gikk over.Til slutt fant vi en ordentlig vei,så vi kunne begynne å sykle igjen.Det tok mer enn to timer for turen vår,men vi tok det med ro.Vi stresset ikke.
Underveis tok jeg noen bilder slik at jeg kunne vise dere naturen.Jeg tok flere bilder av blomstene og trærne,men jeg vet ikke hva de heter,men det visste ikke mannen min heller:-)
På veien møtte vi flere nordmenn som gikk og syklet gjennom
skogen.De fleste hilste og smilte til oss ,og av og til fikk vi en liten prat med dem også.Det var en kjempefin dag for oss begge.
Da vi kom hjem,grillet vi bak blokka.Svigermora mi kom også og holdt oss med selskap.Hun tok med seg en deilig kake til oss også.Det smakte kjempegodt.Kanskje hun visste at svigerdattera hennes likte kaker:-)

Sunday, June 03, 2007

How Honest Are You?

You Are Very Honest

You tell it like it is, no matter what.
Even if the truth hurts, you'll dish it out.
And while some may get hurt by your honesty...
At least everyone knows where you stand!

Yellow(Gul)

Your Psyche is Yellow

You have a ton of energy - both physical and mental endurance.
You are rational and logical, and you can help almost anyone think clearly.
Optimistic and bright, you also have a secret side that's a little darker.

When you are too yellow: You will do anything to get your way, and no one will be the wiser

When you don't have enough yellow: you lack confidence, drive, and humor

Thursday, May 24, 2007

Du blir aldri syk hvis du gjør sant...

Typisk familieliv i Thailand


Jeg kommer fra Thailand,så jeg kjenner godt hjemlandet mitt.La meg fortelle litt hva som er typisk familieliv i Thailand.
I hjemlandet mitt har vi store familier.Mange generasjoner bor vanligvis sammen i et stort hus.Ellers bor de i nærheten av hverandre.Vanligvis familien består av bestemor,bestefar,far,mor og barna.
De fleste er bønder, så de trenger hjelp fra barna sine.Bøndene pleier å ha flere barn slik at barna kan hjelpe til på gården.Foreldrene mine har også mange barn,to døstre,og fire sønner.Da jeg var liten,jobbet jeg mye både på gården og i huset.Alle barna måtte hjelpe til,så vi hadde ikke tid til å sitte foran tv ,og vi hadde ikke datamaskin heller.Jeg husker at jeg måtte hjelpe foreldrene mine med å passe på mine søsken når foreldrene var ute.Det fantes nesten ingen barnahager på den tiden.Da jeg gikk på skolen,var det bestemora mi som skulle ta seg av barnebarna sine.Det er også vår tradisjon at barna må ta seg av foreldrene sine når de blir gamle.Det er ikke lett for dem å klare seg uten barn fordi de ikke får noen støtte fra staten.Bønder får ikke pensjon når det blir gamle,så det er barnas ansvar å passe på foreldrene sine.Men noen som ikke har barn,kan bo på aldreshjem.Ellers kan de bo sammen med noen slektninger.
Foreldrene kan velge hvem som de helst vil bo sammen med,men de fleste foreldre velger å bo sammen med en datter fordi de synes at det er lettere å bo med sin datter,og dattera er kanskje flinkere til å ta seg av foreldrene sine enn sønnen.
Foreldrene mine vil gjerne bo sammen med meg når de blir gamle.Det er jeg kjempeglad for:-)

Wednesday, May 23, 2007

พุทธธรรมนำสุข



ตักบาตรพระล้านครั้ง ไม่เท่ายื่นอาหารให้พ่อแม่เพียงครั้งเดียว

ความดีของลูก คือความสุขของพ่อแม่ ความเลวของลูก คือความทุกข์ของพ่อแม่

หลงผัว หลงเมีย จนลืมพ่อแม่ นับว่าแย่มาก

อยากรวย ให้ทำงาน อยากสวยให้รักษาศีล อยากดี ให้หมั่นเจริญภาวนา

คนฉลาด กำลังทำงาน ส่วนคนโง่ กำลังดูฤกษ์ยาม

หนึ่งวินาที คบบัณฑิต ดีกว่าหนึ่งปี คบคนพาล

อย่าประมาทเมื่อพบงานง่าย อย่าท้อใจเมื่อพบงานยาก

ถ่อมตนคนรัก อวดนักคนชัง(อวดดี...ไม่ใช่การอวดที่ดี)

เสริมเสน่ห์ตนเองด้วยรอยยิ้ม ดีกว่าคอยพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ไม่ควรไว้ใจในคนที่ชอบทำบาป ( ถ้าทำบาปแลกบุญ จะขาดทุนร่ำไป)

คนจนยิ่งจน เพราะทำรวย คนรวยยิ่งรวย เพราะทำจน

เรายอมแพ้คน เพื่อเอาชนะกิเลส ดีกว่ายอมแพ้กิเลส เพื่อเอาชนะคน

ยามไปซื้อของ อย่าอวดเงินทองให้ใครเห็น

คำสรรเสริญควรให้ไป คำติชมควรเก็บไว้เพื่อส่องตน

ระวัง อย่าให้สูญเสียคนดี เพราะคนชั่วแทนที่ไม่ได้

คนโง่ แสวงหาพระเครื่อง ผู้ฉลาด แสวงหาพระธรรม

ทำแบบเจ็ก จากเล็กไปใหญ่ ทำแบบไทย จากใหญ่ไปหาเล็ก

มารยาทงามนี่แหละ จะพลอยทำให้วาสนาดี

เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ดีกว่าพี่น้องในไส้ที่อยู่ไกล

ประดับกายด้วยความดี มีราศีกว่าประดับเพชร

กินเหล้าเพื่อเข้าสังคม คือค่านิยมที่ผิด

ความร่ำรวยหากขอกันได้ โลกนี้ก็คงจะไม่มีคนจน

ทรัพย์เกิดไม่ได้ ด้วยเพียงแต่ใจคิดฝัน

ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน การปฏิบัติดี มีค่ามากกว่าการขอพร

คนขยันคือคนโชคดี ความขยันจึงเป็นพรอันประเสริฐ

ถึงแม้การเลือกเกิดเราจะไม่มีสิทธิ์ แต่การเลือกทางชีวิตเป็นสิทธิ์ของเรา

แสวงหาลาภจากการงาน ดีกว่าบนบานบวงสรวง

อย่าเชื่อคนโดยไร้คิด อย่าหลงมิตรเพียงคำยอ

ที่ทำดีไม่ได้ดี เพราะทำดียังไม่มากพอ ( ทำดีวันละนิด ดีกว่าคิดว่าจะทำ)

เมื่อมีคำขอโทษ ความโกรธย่อมจางเร็ว

วาจาอ่อนหวานลูกหลานใกล้ชิด วาจาเป็นพิษญาติมิตรห่างไกล

กินเพื่ออิ่ม ก็จะมีปัญหาน้อย แต่ถ้ากินเพื่ออร่อย ก็จะมีปัญหามาก ...

ภรรยาทั้ง 4

ภรรยาทั้ง 4 (เรื่องนี้ ต้องคิดหนัก) . ชายคนหนึ่งมีภรรยาอยู่ 4 คน มีข้อดีดังต่อไปนี้
ภรรยาคน ที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจ ตลอด อยากได้ อะไร เขาหาให้ ทุกอย่าง ภรรยาคน ที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้ และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ
ภรรยา คนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอ ควรแวะไปหาบางเป็นครั้ง คราว
ภรรยาคน ที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแล เอาใจ ใส่ ไม่เคยไป หา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ

ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรงและถูกจับ ต้องถูก ประหาร ชีวิต ก่อน ที่จะถูกประหาร เขาขอร้อง ว่า เขาขอก ลับ บ้านเพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต
เมื่อกลับ มาถึงบ้านเขารีบตรงไปหา
ภรรยาคนที่ 1 เล่า เหตุการณ์ต่างๆ ให้ ฟัง และถาม ภรรยา คนที่ 1 ว่า " ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 1 จะ ทำ อย่างไร? " ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า " ถ้าเธอตาย เราก็ จบกัน คำตอบที่ได้รับ เหมือนสายฟ้าที่ผ่า เปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่าง จัง เขารู้สึก เจ็บปวดและเสียใจ เป็นอย่าง ยิ่ง นึกเสียดายว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย
จากนั้นเขาก็ ไปหา
ภรรยาคนที่ 2 ด้วยอาการเศร้า โศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง และถามคำถาม เดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2 จะทำอย่างไร? ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะมี ใหม่ " เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขาอย่างจัง เขารู้สึก เสียใจ มาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมาเขาไม่ควรทุ่มเทให้ ภรรยาคนนี้เช่นกัน
เขาเดินคอตกมาหา
ภรรยาคนที่ 3 เล่าเรื่อง ราวต่างๆ ให้ ฟัง และถามภรรยา คนที่ 3 ว่า"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 3 จะทำ อย่างไร? " ภรรยา คนที่ 3 ตอบ ว่า "ถ้าเธอตาย ฉันจะไป ส่ง " ทำให้เขา คลายความเศร้าโศก ขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา
ก่อนกลับไป รับโทษเขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคนซึ่งไม่ เคยไปหาเลย จึงไปหาภรรยาคนที่ 4และถามว่า" ถ้าเขาต้องตาย
ภรรยาคน ที่ 4 จะทำอย่าง ไร? " ภรรยาคน ที่ 4 ตอบว่า " ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย " แทนที่เขา จะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้น ไปอีก เพราะ...มัน สายเกินไปเสีย แล้ว ช่วงที่เขา มีชีวิต อยู่ เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิด ที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ ด้วย แล้วชายคนนี้ก็กลับไป รับโทษประหาร และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไปด้วย.....

เราทุกคนก็มีภรรยา 4 คน นี้ มีคำถามว่า ภรรยา ทั้ง 4 คนเป็นใคร ? คิดกันก่อนนะแล้วค่อยดูเฉลย
ทีนี้เรามาดูกันว่า ภรรยาคนที่ 1, 2, 3 และ 4 เป็นใครกัน บ้าง ดังต่อไปนี้

ภรรยาคน ที่ 1 = ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรา มีชีวิตอยู่เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง อยากได้อะไรก็หาให้แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา เมื่อเราตายร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้น และต้องผุพังไปตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีอะไรที่ติดตัวเราไปได้เลย

ภรรยาคนที่ 2 = ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลา เรามีชีวิตอยู่ เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มัน มาแต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา แต่ไปเป็นของคนอื่น

ภรรยาคนที่ 3 = พ่อแม่ลูกเมีย ญาติ พี่ น้อง เพราะพอ เราตาย เขาจะทำศพให้เราทำบุญไปให้ แปลว่า เขา แค่ไปส่งเราเท่า นั้น

ภรรยาคนที่ 4 = บุญกับ บาป เมื่อเราตายไปเราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้มีเพียงแค่ บุญกับบาปเท่านั้นที่จะตามเราไปตราบนานเท่านานจนกว่าจะถึงนิพพาน คือหมดบาปหมดบุญ

. หลังจากอ่านจบแล้วได้แง่คิดอะไรกันบ้าง ? . จะให้ความ สำคัญกับภรรยาคนไหนมากกว่ากัน?

Wednesday, May 09, 2007

The seven wonders of the World


A group of student were asked to list what they thought were the present " Seven Wonders of the World."

Though there were some disagreements, the following received the most votes:

1. Egypt's Great Pyramids.

2. Taj Mahal

3. Grand Canyon

4. Panama Canal

5. Empire state Building

6. St. Peter's Basilica

7. China's Great Wall


While gathering the votes, the teacher noted that one student had not finished her paper yet.So she asked the girl if she was having trouble with her list. The girl replied, " Yes, a little. I couldn't quite make up my mind because there were so many."

The teacher said," Well,tell us what you have , and maybe we can help".

"The girl hesitated, then read:

"I think the " Seven wonders of the World" are :

1. To See...

2. To Hear...

3. To Touch...

4. To Taste...

5. To Feel...

6. To Laugh...

7. And to Love...

The room was so quiet you could have heard a pin drop.

The things we overlook as simple and ordinary and that we take for granted are truly wondrous!

A gentle remainder:

That the most precious things in life can not be built by hand or bought by man.

Don't be too busy to pass this along.

Friday, May 04, 2007

True friends...


  • The best mirror is an old friend.
  • It’s more shameful to distrust one’s friends than to be deceived by them.
  • Friendship doubles your joys, and divides your sorrows.
  • Many people will walk in and out of your life, but only true friends will leave footprints in your heart.
  • A friend is someone who walks in when the whole world has walked out.
  • Parents start you off on life but friends get you through it.
  • Be slow in choosing a friend, slower in changing.
  • No man is useless while he has a friend.
  • In a friend you find a second self.
  • Friends are God’s way of taking care of us.

You know you are living in 2007 when...

THIS IS SO TRUE....I LAUGHED ....YOU WILL TOO

YOU KNOW YOU ARE LIVING IN 2007 when...

1. You accidentally enter your password on the microwave.

2. You haven't played solitaire with real cards in years.

3. You have a list of 15 phone numbers to reach your family of 3.

4. You e-mail the person who works at the desk next to you.

5. Your reason for not staying in touch with friends and family is that they don't have e-mail addresses.

6. You pull up in your own driveway and use your cell phone to see if anyone is home to help you carry in the groceries.

7. Every commercial on television has a web site at the bottom of the screen.

8. Leaving the house without your cell phone, which you didn't have the first 20 or 30 (or 60) years of your life, is now a cause for panic and you turn around to go and get it.

10. You get up in the morning and go on line before getting your coffee.

11. You start tilting your head sideways to smile. : )

12 You're reading this and nodding and laughing.

13. Even worse, you know exactly to whom you are going to forward this message.

14. You are too busy to notice there was no #9 on this list.

15. You actually scrolled back up to check that there wasn't a #9 on this list

AND NOW YOU ARE LAUGHING
at yourself.

Go on, forward this to your friends. You know you want to

From Steve:-)

วิ่งตามอะไรในชีวิต

มีเรื่องเล่าว่า... มี พระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไป ทอดที่วัด...

จัดงานกันใหญ่โต...มี หนัง...มีลิเก.......มีดนตรี...ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย.......
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อผูกติดกับหลังหมา...
ผูกเสร็จ...ก็ปล่อย หมา ...
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ ขยับ หนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...
ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อน เนื้อ ก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...
หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...
ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบ ใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...
หลวงพ่อ...มองดูด้วยความ สนุกสนานจนหนำใจแล้ว...
ก็แก้เชือกออกากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับ ญาติโยมว่า...
มนุษย์เรา... มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา... เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...
เราอยากสวย....อยากทัน สมัย...
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด.......ทันสมัยที่สุดใส่...
ดีใจได้
ดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้ โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีก แล้ว... ซื้อคอมพิวเตอร์ทัน สมัยที่สุด...
เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...
ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้๖เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวันทั้งคืน...หาเงินมา...
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่.......มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...
ปัจจุบัน...เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...
น่าสงสารไหม โยม...
คนเต็มศาลา....เมื่อกี้ หัวเราะครึกครื้น...
ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่.......
ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง


Wednesday, May 02, 2007

" Alle Elsker Alice "


I går så jeg en kjempefin film som heter ” Alle elsker Alice”.Denne filmen viser hvor vanskelig situasjonen kan bli når foreldrene skiller seg.

Først tenkte jeg at jeg bare skulle se litt hva filmen handlet om,men jeg kunne ikke skru av tv-en fordi flimen var veldig spennende,og jeg lurte på hva skulle skje etter hvert. Til slutt satt jeg og så på denne filmen til den var ferdig.

Vel,jeg vil ikke si så mye om filmen, men en ting vil jeg gjerne si her er at du ikke stoler på hva jeg har sagt,men at det er lurt hvis du kan se ” Alle elsker Alice” selv ,så du får vite hvorfor alle elsker Alice,inkluderer meg ogsåJ

Her kopierer jeg informasjon om ”Alle elsker Alice”,så du kan kanskje lese litt før du skaffer filmen.

Informasjon:

Et kjærlighetsdrama mellom en mann, to kvinner og tre barn.
Når kjærligheten plutselig eksploderer i disse menneskenes hverdag, oppstår en situasjon som forandrer alles tilværelse. Johan er gift med Lotta og har to barn, når han og arbeids-kollegaen Anna plutselig forelsker seg i hverandre. En forelskelse som forårsaker sinne, hat og glede,...

» Vis hele teksten

Et kjærlighetsdrama mellom en mann, to kvinner og tre barn.
Når kjærligheten plutselig eksploderer i disse menneskenes hverdag, oppstår en situasjon som forandrer alles tilværelse. Johan er gift med Lotta og har to barn, når han og arbeids-kollegaen Anna plutselig forelsker seg i hverandre. En forelskelse som forårsaker sinne, hat og glede, men som også etter hvert åpner for nye muligheter. Alle elsker Alice er et skilsmissedrama sett gjennom et barns øyne, en gripende skildring av hvordan foreldrenes valg påvirker barnas liv.

Denne informasjonen fra CDON.COM

Nå må jeg kjøpe ”Tom Yum Koong elsker Alice” ,men hvor kan jeg skaffe den?????

Monday, April 30, 2007

Spring is here!


This is the apple tree...Spring is here!

It's called "hvitveis" in Norwegian.

Dear Tom Yum Koong,
I'm so sorry that I have been a little tardy in replying to your emails,I thought to myself I will sit quietly one evening and respond but until now that quiet evening has not appeared. Anyway here goes, so please that you had a great time visiting your folks back home ( two moths I never had a job where I could take leave of absence for that long:-), hope you got to visit all the people and places on your list and of course find time for yourself to relax a little:-)

The pictures from Cambodia are wonderful;they show much history and culture,I have placed that country on my wish list places to visit,time permitting of course.I wish you luck in finding employment that you like,I'm sure any employer will be delighted to add such as affable person as yourself to their staff,being multi lingual must be an bonus if you can find an employer that can put your skills to good use.

Dear Phad Thai,
how lovely to hear from you,and hope all is well with you.I had the wonderful time with my family,friends,and almost everything there.I have been to visit all places in my list.I have spent lots of time with some lovely friends both friends from my old job and friends from the university.
But now I'm in Oslo again.After I came back from my holiday,I have spent much time for searching some jobs.Now I can do only waiting when I will get a call from them.It's quite boring when I can't do anything...only waiting and waiting :(, so I choose to spend most of my time to write something from my journeys.It helps me to relax.

The weather has been glorious this week,warm days with lots of sunshine and not drop of rain.Last year at this time we were suffering with cold weather.

For me,It's nice to come back when the snow is gone.I will love Norway very much if it has only Spring and Summer and maybe only one months with snow,so I can ski...Do you believe if I will say that I have never been skiing before,but I would like to try it...maybe next winter.

The spring is starting now!Last Sunday I walked in the forest where is beside my apartment.I saw many trees are starting to make the new leaves and lots of Spring flowers...I don't know what it's called in English,but in Norwegian...It is "hvitveis" And it shows that the spring is beginning....
I enjoy going and cycling in the forest when I'm free.And I have never forgotten to take some food with me...It's lovely to sit and drink a cup of coffee...after long way.
Well,I think I may stop my mail here.
Wishing you good health and great happiness in what ever you have to do,take care now.
Your lovely freind, Tom Yum Koong:-)


Friday, February 09, 2007

How Much Is Your Blog Worth?


My blog is worth $564.54.
How much is your blog worth?

Ostekaken til Tom Yum Koongs bursdag



Hei ,I dag har Tom Yum koong laget ostekaken til bursdagen sin.Det er den andre ostekaken som hun har laget her,og den smaker sikkert kjempegodt ,tror hun:-)
Hun har fått denne oppskriften fra Internett,så hvis none har lyst til å lage bare se på denne linken.

http://www.spise.no/oppskrifter/ostekake/op_ostekake.htm

Der har det mange oppskrifter både mat og kaker.Tom Yum Koong synes at denne oppskriften er veldig lett å lage og smake også godt.
Nå får dere se på blidet av kaken som hun har laget.
Tusen takk for www.spise.no
Neste gang skal Tom Yum Koong prøve og lage andre kaker også.

oppskrift ostekake

Tilberedning:

kjeksen knuses og blandes med smeltet smør. sett formringen på et fat og fordel kjeksblandingen
avkjøl i kjøleskapet.

lag geleén med halvparten av væsken og la den kjølne.
osten røres ut og blandes med melis, vanilje-sukker og rømme. bland inn stivpisket fløte og den avkjølte geléen.

blandingen helles over kjeksen i formen og settes i kjøleskapet over natten.

pyntes med kiwi og physalis før servering.

Ingredienser i oppskrift ostekake

225 gr Digestivekjeks(Jeg foretrekker å bruke Bixit)
125 gr smør
200-250 gr Philadelphiaost
100 gr melis
1 ts vaniljesukker
1 beger lettrømme
¼ l kremfløte
1 pk sitrongelé

Monday, February 05, 2007

Sunn mat!


Mosjon er viktig for helsa.Det er ikke nødvendig å trene hardt.En times tur hverdag er nok til å gi mye bedre helse. Forskning viser at risikoen for å få hjertesykdommer er mindre når man spiser lite kjøtt,mye fisk og mye frukt og grønnsaker.

Ekspertene anbefaler fem om dager; for eksempel et glass juice og et eple til frokost,salat til lunsj og 2-3 typer grønnsaker til middag.

Sannheten er at man trenger litt av alt for å ha et sunt kosthold:både karbohydrat,fett og protein,men i rett fordeling.

Karbohydrat:
Generelt:Til karbohydratene hører blant annet brød,ris,pasta,grønnsaker og frukt.For barn over tre år og for voksne er det anbefalt at 55-60 prosent av energien du tar inn bør komme fra karbohydrater.

Frukt er godt og sunt: Barn er som oftest veldig glad i frukt.Frukt inneholder masse vitaminer,fiber og viktige nærings-stoffer,og alle bør ha rikelig tilgang til ulike typer frukt.

Kutt på fettet!
Det å redusere fett-mengden i maten er en god måte å gi barnet
et sunnere og magrere kosthold uten at man setter barnet på slanke-diett.Ved å bruke mindre smør,fløte og ost i maten.

Sukker:Man bør redusere forbruket av sukker.Det bør ikke utgjøre mer enn 10 prosent av energiintaket ditt.Sukker er ikke sunt.Du får energi,men lite anner:ingen vitaminer og ingen mineraler.Dessuten kan du lett få hull i tennene.

Det er lurt å spiser mat som inneholder lite fett.

Ha sunn mat i huset!

About Money


  • With money you can buy a house but not a home.
  • With money you can buy a clock but not time.
  • With money you can buy a bed but not sleep.
  • With money you can buy a book ,but not knowledge.
  • With money you can see a doctor,but not good health.
  • With money you can buy a position but not respect.
  • With money you can buy blood but not life.
  • With money you can buy sex but not love.
This Chinese proverb brings luck.It originated from the Netherlands.