Wednesday, November 21, 2007

The best Poem of 2006


When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ

When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่

When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ

When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ

When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ

And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ


And you white fellow : และคุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว

When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู

When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว

When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง

When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน

When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง

When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว

And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา



And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี??

Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an African Kid

Friday, November 16, 2007

คำอธิษฐานเวลาทำบุญ

เวลาที่เราทำบุญให้เราตั้งจิตอธิษฐานดังนี้
ขอบุญจาก............(ธรรมทาน,สังฆทาน,วิหารทาน )นี้ จงถึง
แก่เจ้ากรรมนายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือข้าพเจ้าและครอบครัวที่มาถึงตัวทุกภพทุกภูมิ
ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน หากไม่ถึงเพียงใดขอให้คำว่าไม่มีไม่รู้ในสิ่งที่ดี จงอย่าได้ปรากฎแก่ข้าพเจ้า
ขอให้เกิดในภพภูมิเขตประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง และได้ศึกษาพระธรรมได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ลึกซึ้งตลอดจนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ
ขอท่านพระยมราชจงเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ

Tuesday, November 13, 2007

A-Z for friends...

A-Accepts you as you are.
B-Believes in you.
C-Calls you just to say "Hi".
D-Doesn't give up on you.
E-Envisions the whole of you(even the unfinished parts)
F-Forgives your mistakes.
G-Gives unconditionally.
H-Helps you.
I-Invites you over.
J-Just "be " with you.
K-Keeps you close at heart.
L-Loves you for who you are.
M-Makes a difference in your life.
N-Never judges.
O-Offers support.
P-Picks you up.
Q-Quiets your fears.
R-Raises your spirits.
S-Says nice things about you.
T-Tells you the trust when you need to heard it.
U-Understands you.
V-Values you.
W-Walks beside you.
X-X-plain things you don't understand.
Y-Yells when you won't listen.
Z-Zaps you back to reality.

Monday, November 12, 2007

ชีวิตเหมือนกับใบไม้ พระธรรมเทศนา ของ หลวงพ่อปัญญา

หลวงพ่อปัญญาได้แนะนำวิธีเตรียมตัวเตรียมใจไว้ ก่อนจะถึงคราวที่ต้องสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไป ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “ดับสังขาร-ประเพณี ปริศนาธรรม พิธีกรรม” และวิธีทำให้ถูกต้องครบถ้วนในงานศพ...โดยมีตอนที่ท่านได้บรรยายธรรมไว้ว่า...ชีวิตเหมือนกับใบไม้... ที่วัดแห่งนี้ ถ้าหากมีการตั้งศพบำเพ็ญกุศล จะมีการสวดพระอภิธรรมเพียงจบเดียว จากนั้นเป็นการบรรยายธรรมะให้ญาติโยมที่มาในงานฟังเพื่อให้ผู้มาในงานได้สิ่งที่เป็นกุศลกลับไปบ้าง ตามสมควรแก่ฐานะ
โดยหลวงพ่อมักจะบรรยายว่าวันนี้เราทั้งหลายมาประชุมกันที่นีก็เพื่อไว้อาลัยแก่บุคคลผู้หนึ่งซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ร่างกายของคนเรานั้น เมื่อแก่ชราเต็มที่แล้วก็เหมือนกับ ใบไม้ เราเดินมาในวัดในช่วงนี้จะเห็นว่า บนถนนมีใบไม้แห้งเต็มไปหมด นั่นเป็นเครื่องแสดงให้เราเห็นว่า ชีวิตของคนเรามันก็เหมือนกับใบไม้ เริ่มต้นด้วยแตกใบอ่อน แล้วก็เป็นใบเพสลาด แล้วเป็นใบแก่ เป็นใบเหลือง แล้วผลที่สุดก็หลุดจากขั้ว กระจุยกระจายไปตามพื้นดิน เป็นปุ๋ยของต้นไม้ต่อไป ชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้น ตั้งต้นด้วยถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา แล้วก็ค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับ สิบเดือนก็ออกมาจากครรภ์ลืมตาดูโลก พอลืมตาขึ้นก็ร้องไห้ การร้องไห้นั่นแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า โลกนี้มันไม่สบาย โลกนี้มันมีความทุกข์ มีความเดือดร้อน เพราะฉะนั้น เด็กแรกเกิดทุกคนจึงร้องไห้
การร้องไห้นั้นเป็นเครื่องประกาศให้เราทั้งหลายรู้ว่า ชีวิตมันเป็นทุกข์ แล้วก็เป็นทุกข์จริงๆ สุขนั้นมันมีน้อย เป็นเด็กแล้วก็เจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ กระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แล้วผลที่สุดก็แก่ชรา แตกดับไปตามสังขารร่างกาย

หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก...11 ตุลาคม 2550 08:34 น....ตายแล้วไปไหน ไม่ต้องไปสนใจมัน แต่ให้สนใจปัจจุบันว่า ทำตัวดีแต่ไหน ทำความดีเสียในขณะนี้ ตายแล้วก็จะไปดีเอง... หลวงพ่อปัญญามรณภาพ-เป็นข่าวลือหนึ่งที่ลือกันมากสุด ในช่วงกลางปี ๒๕๔๗ ส่วนเหตุที่เกิดข่าวลือนั้น เพราะมีพระรูปหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ หลวงพ่อปัญญารองเจ้าอาวาสวัดบ้านตาดเศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์ จ.อุดรธานี มรณภาพ แต่คนเข้าใจว่าเป็น หลวงพ่อปัญญาวัดชลประทานฯ ในช่วงที่เกิดข่าวลือนั้น บรรดาลูกศิษยโทรศัพท์ไปสอบถามที่วัด เป็นจำนวนมาก ชนิดที่เรียกว่า สายแทบไหม้ และในที่สุดข่าวลือก็กลายเป็นข่าวจริง .เมื่อเช้าตรู่ของวันวาน หลวงพ่อปัญญามรณภาพ... ช่วงที่เกิดข่าวลือว่าหลวงพ่อปัญญามรณภาพนั้น ท่านได้ออกมาพูดเป็นคติเตือนใจว่า ...ข่าวลือเรื่องตายไม่ใช่เรื่องอัปมงคล พระพุทธศาสนาไม่ได้ยึดถือว่า เรื่องใดเป็นมงคลหรืออัปมงคล พุทธศาสนาถือว่า การทำดีเป็นมงคล ส่วนการทำชั่วเป็นอัปมงคล ใครจะลือว่า อย่างไรฉันไม่ถือ เมื่อถึงเวลาตายก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉันไม่เคยคิดกลัวตายเลยสักครั้งเดียว เพราะความตายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลก...
และเรื่องความตายนี้เองก็เป็นคำถามยอดฮิต ที่มักมีผู้ถามท่านหลายครั้งหลายครา
ถามกันทุกครั้งที่มีการบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ ว่า...ตายแล้วไปไหน... ขณะเดียวกันท่านก็ตอบสวนออกมา แบบไม่ต้องคิดว่า ...ตายแล้วไปป่าช้า.
ตามมาด้วยคติธรรมที่ว่า
...ตายแล้วไปไหน ไม่ต้องไปสนใจ แต่ให้สนใจปัจจุบันว่า ทำตัวดีแค่ไหน ทำความดีเสียในขณะนี้ ตายแล้วก็จะไปดีเอง เมื่อเรารู้ว่า เราจะตาย เราควรทำอะไรที่จะไม่ให้เสียชาติที่ได้เกิดมา เราก็ควรจะตั้งคำถามตัวเองว่า ฉันเกิดมาทำไม ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพราะว่าชีวิตนี้แข่งอยู่กับความตาย...ยิ่งแก่...ยิ่งต้องทำงาน(คำสอนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
ยิ่งแก่ ยิ่งต้องทำงาน ยิ่งป่วย ยิ่งต้องทำงาน เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก ต้องทำงานให้ได้มากที่สุด ต้องทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุด หลวงพ่อปัญญานันทะ
เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2454 (ตรงกับรัชกาลที่ 6) และ นับถึงปัจจุบันท่านมีอายุ 96 ปี ถึงแม้ว่าสังขารท่านจะร่วงโรย มีโรคภัยไข้เจ็บเหมือนปุถุชนคนสูงอายุทั่วไป แต่ทานกลับมีแนวคิดที่แตกต่าง บางคน สังขารร่วงโรย
แล้วก็จะเริ่มน้อยใจในชีวิต ว่าตัวเองไร้ประโยชน์ แต่กับหลวงพ่อแล้วไม่ใช่ คำพูดเมื่อคืนของหลวงพ่อ ทำให้คนขี้เกียจอย่างเรา จุกขึ้นมา น้ำตารื้นๆเต็มตา เพราะในวัยที่กำลังทำงานอย่างเรา กลับสร้างประโยชน์ สร้างคุณงามความดี ได้น้อยกว่าท่านมาก ท่านว่า ยิ่งแก่ ยิ่งต้องทำงาน ยิ่งป่วย ยิ่งต้องทำงาน เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก ต้องทำงานให้ได้มากที่สุด ต้องทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

Saturday, November 10, 2007

Er du sommer, vinter, vår eller høst?




logo
Er du sommer, vinter, vår eller høst?

Mitt resultat:
Sommer
Solen er din beste venn og du elsker livet på stranden med vennene dine, du er glad og sprek
Ta denne quizen på Start.no

Hvilket dyr er du?




logo
Hvilket dyr er du?

Mitt resultat:
Katt
Du er en smidig og kosete katt, som kanskje ofte foretrekker sofakrok og TV fremfor uteleking i regnvær:P Men katt er et kjempeskjønt dyr, gratulerer!
Ta denne quizen på Start.no

Hva slags juleting er du?




logo
Hva slags juleting er du?

Mitt resultat:
Engel
Du er rett og slett helt utrolig snill!=) Du tenker bare på andre og setter alltid andre foran deg selv. Du er glad i alle og alle er glade i deg<3 Men du må prøve å tenke litt på deg selv en gang i blandt også da...
Ta denne quizen på Start.no

Friday, November 09, 2007

Which Baby are you?



February

Abstract thoughts. Loves reality and abstract. Intelligent and clever. Changing personality. Attractive. Sexiest out of everyone. Temperamental. Quiet, shy and humble. Honest And loyal. Determined to reach goals. Loves freedom. Rebellious when restricted. Loves aggressiveness. Too sensitive and easily hurt. Gets angry really easily but does not show it. Dislikes unnecessary things. Loves making friends but rarely shows it. Horny. Daring and stubborn. Ambitious. Realizing dreams and hopes. Sharp. Loves entertainment and leisure. Romantic on the inside not outside. Superstitious and ludicrous. Spendthrift. Tries to learn to show emotions. Repost this in 5 mins and you will talk to someone new and realize that you are a perfect match.

Saturday, October 27, 2007

Sunday, October 21, 2007

Hva er din favoritt restaurant???

Hei alle sammen ,
I går var jeg og mine venner på besøk på en ny thailandsk restuarant som heter " Nam Fah".Jeg bestilte "Kaow kha Moo".Det var godt og rimmelig,syntes jeg ."Kaow Kha Moo" er en av mine favoritter!Det er godt,men det er lett å legge på seg hvis man spiser ofte.

Vi hadde en koselig tid sammen.Det var lenge siden sist vi møttes hverandre ,så det var ektra fint å få litt Thai mat sammen.
Ikke mye ting å si,men jeg vil gjerne anbefale denne restauranten for dere som elsker eller har lyst til å smake Thai mat.Absolutt å anbefale hit.
Litt om "Nam Fah"---Nam Fah er en typisk Thai restaurant som ligger i Prinsens Gate 18,like ved Steen og Strøm i Oslo.
"Nam Fah" betyr "Vann som kommer fra himmelen" eller "blått vann",tror jeg .

Kommer nok til å spise der igjen,men nå må jeg tjene litt penger...jobber og jobber .
Er det flere her inne som har vært innom der?
Og hva er din favoritt Thai mat?=What's Your Favourite Thai Food?

Sunday, September 30, 2007

ผู้หญิงที่เกิดวันพฤหัสบดี



ผู้หญิงที่เกิดวันพฤหัสบดี
ลักษณะเนื้อคู่
ผู้หญิงวันนี้มักมองผู้ชายที่นุ่มนวล หรือสุภาพท่าทางเป็นผู้นำทางด้านความคิดและ สามารถปราบพยศของเธอได้เป็นสำคัญ มักชอบคนที่มีความรู้ มีเกียรติ อาทิเช่น หมอ ทหาร หรือนักบิน วิศวะ เป็นต้น ประเภทเฉิ่ม ๆ หรือเป็นคนอีเดียตจะไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้หญิงวันนี้แน่นอน ลักษณะ รูปร่างไม่เตี้ยกว่าหล่อน ยิ่งสูงสมาร์ตร่างใหญ่ยิ่งได้คะแนนนำ หากเป็นคนที่มีความรู้ และความกล้า หาญกล้าพูดกล้าทำยิ่งเป็นเนื้อคู่ที่ตรงสเป๊กเลยทีเดียว
วันสมพงศ์ของดวงคนรัก
ผู้หญิงวันนี้ หากคิดจะร่วมหอแต่งงานกับใคร วันของชายในฝันที่สวรรค์ ส่งมาเป็นเนื้อคู่ของหล่อนนั้น มีวันเสาร์ วันจันทร์ และวันพฤหัสบดี เป็นวันที่เป็นดวงเนื้อคู่ที่อยู่ร่วมกันได้ โดยมีปากเสียงกันเพียงแก้คันเท่านั้นเอง
วันไม่สมพงศ์ของเนื้อคู่
เทวดาอาจจะแกล้งบังเอิญลองใจให้เจอชายวันอื่นที่ไม่ใช่วันสมพงศ์ และดวงชะตาชีวิตรัก มีดวงที่อาจจะต้องถูกทอดทิ้ง หรือแยกทางขาดกันได้เพราะความไม่เข้าใจถึงอารมณ์และอุดมการณ์ร่วมกันนั่นเองผู้หญิงที่มีดวงต้องแต่งงานสองครั้งขึ้นไป มักจะเจอชายที่ไม่ได้วันสม-พงศ์เด่นชัดนั่นเอง
ช่วงชีวิตที่ควรแต่งงาน
ผู้หญิงวันนี้ดวงแต่งงานนั้น เป็นดวงอธิบดีธงชัยตอนช่วงอายุ 24 - 29 ปี ช่วง นี้ไม่ว่าคุณจะแต่งปีไหนก็ตาม เป็นโอกาสชีวิตคู่ที่เหมาะสมเป็นอย่างมากของคุณ ดวงแต่งงานอาจจะมี พิธีสองครั้งซึ่งเป็นได้ว่าคุณอาจจะหมั้นกันไว้แล้วจึงมาแต่งเป็นพิธีจริง ๆ อีกครั้งนั่นเอง
วันสมพงศ์ของบุตรบริวาร
ผู้หญิงวันนี้หากมีครอบครัว และมีบุตรถ้าเป็นบุตรวันเกิดเดียวกันหรือ วันอังคาร และวันศุกร์ ไว้บ้างจะนำโชคและความสำเร็จมาให้ในวันข้างหน้า มีดวงบุตรได้อยู่ในจำนวนที่ เหมาะสมเสริมดวงดาวคือไม่เกิน 4 คน ดีมาก บุตรบริวารไม่ว่าหญิงหรือชายจะได้พึ่งพาอาศัยในวันข้าง หน้าแน่นอน

ผู้ชายที่เกิดวันจันทร์
ลักษณะเนื้อคู่…
หญิงในฝันของชายหนุ่มวันนี้ มักจะเลือกมองที่ความประทับใจเกี่ยวกับรูปร่าง และ สัดส่วนเป็นหลัก ชอบคนที่ค่อนข้างผิวขาวสะอาดสะอ้าน รูปร่างสันทัดไม่สูงโย่ง และเตี้ยต่ำเกินไปเอาอกเอาใจเก่ง และช่างเจรจาหว่านล้อมได้เป็นอย่างดี ยิ่งถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก มักจะได้แต่งงานกับคนต่างถิ่นกำเนิดกันหรือต่างชนชั้นกัน แต่แฝงความรักไปด้วยความจริงใจและใจที่บริสุทธิ์
วันสมพงศ์ของดวงเนื้อคู่…
หนุ่มวันจันทร์หากจะต้องเลือกคนรักถ้าให้ดีถือดวงรักสมพงศ์ ต้องแต่งงานกับสาวสวยวันพฤหัสบดี หรือวันเสาร์ จะเกื้อบุญหนุนนำดวงสมพงศ์ของชีวิตคู่เป็นอย่างมาก จะทำให้ชีวิตของครอบครัวอยู่ร่วมกันได้ และอะลุ้มอล่วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะไฟธาตุของความรักก็ถูก โฉลกกันและเสริมส่งกันเป็นที่สุด และดวงความรักจะอยู่ร่วมกันก่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางด้านฐา-นะให้แก่กันได้อย่างมั่นคงมากทีเดียว
วันไม่สมพงศ์ของดวงเนื้อคู่…
หากแม้ว่ากามเทพกลั่นแกล้งให้หนุ่มวันจันทร์ต้องปิ๊งสาววันอื่นที่ไม่ เด่นชัดในดวงคู่สมพงศ์เขาเรียกว่าดวงเจอคู่เวรคู่กรรมกันก่อนแล้วละก็ ต้องระวังปัญหาการหย่าร้างเป็น อย่างมากและอาจจะเจอะเจอปัญหาครอบครัวที่ทำให้ต้องพลัดพรากจากกันไปได้ ต้องระวัง
ช่วงชีวิตที่เหมาะสมกับดวงคู่…
อายุตั้งแต่ 24 - 29 ปี เป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายวันจันทร์ที่จะ เริ่มมีคู่ครองประเภทเด็กฮาร์ทใจรุ่มร้อนก่อนเวลา รับรองได้หม้อข้าวไม่ทันก้นดำก็ต้องเลิกราหย่าร้าง อย่างแน่นอน
วันสมพงศ์ของบุตรบริวาร…
หากจะมีบุตรแล้วละก็ผู้ชายวันนี้ควรมีบุตรได้ไม่เกิน 3 คน และบุตรที่เป็นวันเกิดที่สมพงศ์ดวงของผู้ชายวันจันทร์คือ วันอังคารกับวันเสาร์ บุตรบริวารจะได้เป็นที่พึ่งพาในวัน ข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

Sunday, September 23, 2007

มีไปทำไม

ฝัน(Dream)

คนเรานั้นเมื่อหลับนอนอาจจะมีนิมิต (ฝัน) มาปรากฏในฝันไปในเรื่องต่างๆ อาจจะมีทั้งให้คุณและเกิดโทษจริงบ้างไม่จริงบ้าง อาจจะมีทั้งให้คุณและเกิดโทษจริงบ้างไม่จริงบ้าง นิมิตบอกโชคลาภบ้าง บอกลางร้ายให้รู้ล่วงหน้าก็มี

ต้นเหตุของความฝัน(เพราะเหตุใดคนเราถึงฝัน) 4 ประการ
1. บุรพนิมิต ความฝันเกิดจากเรื่องราวในอดีตมาปรากฏให้คนนั้นฝันไป มักเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงมาปรากฏบอกลางหรือโชคลาภ
2. จิตนิวรณ์ ความฝันเกิดเพราะมีอารมณ์จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความฝันอย่างนี้เป็นเพราะอารมณ์จิตใจของผู้ฝันได้
ผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่อย่างมากตลอดเวลา เมื่อหลับไปก็เกิดความฝันในสิ่งนั้น ในเรื่องนั้น ที่ผู้ฝันฝักใฝ่อยู่ หรือได้
พบเห็นแล้วจดจำโดยไม่มีวันลืม
3. เทพสังหรณ์ ความฝันเกิด ขึ้นเพราะเทวดาบันดาล ความฝันเช่นนี้เป็นเพราะเทวดาผู้ปกปักรักษาคุ้มครองธรรมะ
ได้ดลบันดาลให้ผู้ฝันเกิดความฝันไป เพื่อสำแดงแจ้งเหตุการณ์ล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องมงคล แต่ถ้าเป็นฝันร้าย
เรื่องร้ายก็เป็นเหมือนการตักเตือน ผู้ฝันให้ระวังภัยและป้องกัน
4. ธาตุโขภะ ความฝันเกิดเพราะกินมาก นอนมาก จนท้องไส้อืด ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ธาตุไม่ย่อย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ
ให้เวลานอนหลับไม่สนิทจึงฝันไปไร้สาระไม่มีมูลความจริง หรือให้ประโยชน์แต่อย่างใด

วันของความฝัน

ฝันวันอาทิตย์ ท่านฝันคืนวันอาทิตย์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่คนทั้งหลาย (คนอื่นๆ)
ฝันวันจันทร์ ท่านฝันคืนวัน จันทร์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่วงศ์ญาติของท่าน
ฝันวันอังคาร ท่านฝันคืนวันอังคาร ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ พ่อแม่พี่น้องของท่านเอง
ฝันวันพุธ ท่านฝันคืนวันพุธ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ บุตรและภรรยาหรือสามีของท่าน
ฝันวันพฤหัสบดี ท่านฝันคืนวันพฤหัสบดี ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ ครู อาจารย์ และมิตรสหายของท่าน
ฝันวันศุกร์ ท่านฝันคืนวันศุกร์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ สัตว์เลี้ยงของท่าน
ฝันวันเสาร์ ท่านฝันคืนวันเสาร์ ดีร้ายของความฝันนั้นได้แก่ ตัวท่านเอง

เวลาที่ฝัน
ฝันเวลากลางวัน
ไม่จำเป็นต้องเชื่อฝันกลางวัน(ความฝันที่นิยมถือเป็นความจริงได้ ต้องฝันเวลากลางคืนไม่มีแสงอาทิตย์) อนึ่ง ลาภ ลาภ เป็นของมีค่าหรือเงินทองที่ได้มาโดยไม่คาดฝัน หรือค้าขายได้กำไรมากมายอย่างไม่นึกฝัน โชค หมายถึง
คราวหรือจังหวะ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับดวงชะตาของผู้นั้นเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าได้ระมัดระวังตัวดี แล้วก็จะดีได้

ฝันเวลาหัวคํ่า หรือเวลาสองยาม
เป็นฝันที่ไม่อาจเป็นจริงไปได้ เพราะว่าท้องไส้ไม่ปกติ ทำให้ความฝันวุ่น จิตใจวุ่น แต่ถ้าหลับสนิทบาง
ทีก็จริง

ฝันตอนดึก ประมาณ 4 ทุ่ม ถึงตี 2
เป็นความฝันที่จะปรากฏเป็นความจริงขึ้นมา ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน หรือสองเดือนแน่ๆ

ฝันยามใกล้รุ่ง ตอนตี 2 ถึงสว่าง
เป็นความฝันที่จะเกิดขึ้นเป็นความจริงในเวลา 3 วัน หรือไม่เกิน 15 วัน

Tuesday, September 11, 2007

Barnesanger på Thai(Thai song for kids)




สวัสดี(Sawat Dee på Thai/ hei på Norsk)
สวัสดี สวัสดี ยินดีที่พบกัน เธอและฉันพบกัน...สวัสดี

มองเลยา
(สร้อย) มองเล มองเล มองเลยา มองเล มองเล มองเลยา
เราจะไม่แข่งขันกัน จะไม่แก่งแย่งกัน เราจะช่วยกันจ๊ะ
งานจะได้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อประโยชน์เพิ่มพูนให้ชาติไทยเราน่ะ...

มอญซ่อนผ้า
ให้เด็กๆนั่งเป็นวงกลม โดยให้เด็กคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นมอญซ่อนผ้า โดยถือผ้าแล้วเดินวนรอบวง โดยแอบวางผ้าไว้ด้านหลังเพื่อนคนหนึ่ง เมื่อเดินมาเจอก็จะเอาผ้าตีก้นคนที่มีผ้าวางข้างหลัง จนคนนั้นต้องวิ่งหนี
“ มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่น ไว้นี่ ฉันจะตีก้นเธอ...”

งูกินหาง(Slange spiser hale)
งูกินหาง เอ้ย...งูกินหาง กินหัว กินตัว กินกลาง (ซ้ำ)
กินหัวกินหาง กินกลางตลอดตัว

ทะเลแสนงาม(En vakker sjø)
โน่นทะเลแสนงาม น้ำเขียวครามสดใส
มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล
หาดทรายงามเห็นปู ดูซิดูหมู่ปลา
กุ้งหอยนานา อยู่ในท้องทะเล...

ไก่(Høne og hane)
ไก่ ไก่ ไก่ ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ชวนกันไปคุ้ยเขี่ยหากิน
บ้างก็วิ่ง บ้างก็บิน ชิงกันกินจนตัวมันใหญ่...

ดื่มนม(Drikker melk)
ดื่ม ดื่ม ดื่ม เรามาดื่ม ดื่มนมกันเถอะ
ดื่มแล้วอย่าทำเลอะเทอะ ดื่มนมเยอะๆ ร่างกายแข็งแรง...

นี่...ของฉัน(min kropp)
นี่มือของฉัน นี่ผมของฉัน นี่หัวของฉัน นี่จมูกของฉัน
นี่ตาของฉัน นี่หูของฉัน นี่แขนของฉัน นี่ขาของฉัน

แมงมุมลายตัวนั้น(Edderkopp=Spider)
แมงมุมลายตัวนั้น ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน
วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลหล่นจากบนหลังคา
พระอาทิตย์ส่องแสง ฝนแห้งเหือดไปลับตา
มันรีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาลุกวาว....

จันทร์เจ้าขา(Måne=moon)
จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง
ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า
ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่
ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง
ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน
ขอละคร ให้น้องข้าดู
ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด
ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง...

ตาและหู(øyne og ører)
ตาเรามีไว้ดู หูเรามีไว้ฟัง
ครูท่านสอนท่านสั่ง ต้องตั้งใจฟัง ต้องตั้งใจดูเป็ด(And)
ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง ปลาก็จ้องแลมอง น้ำในคลองมีหอยปูปลา ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ.

เป็ด(And)
ยามเมื่อเป็ดมันเดินไป มองแล้วไม่น่าดูเลย จำไว้เถิดเพื่อนเอ๋ย เอ๋ย จงอย่าเดินให้เหมือนเป็ด.

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม(eple papaya banan appelsin)
แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม.
ร.ร.ของเราน่าอยู่(vår skole)
โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคุณ เด็กๆก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบมาโรงเรียน
ชอบมา ชอบมาโรงเรียน.

มากินข้างซิ (Kom og spis!)
มากินข้าวซิ มากินข้าวซิ กับดีดี กับดีดี มีทั้งแกงและต้มยำ มีทั้งแกงและต้มยำ อำ อ่ำ อำ อำ อ่ำ อำ.



Monday, September 10, 2007

"ตาพัฒน์" เฒ่าหัวใจสะอาด



ในโลกกว้างที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ครอบคลุม ในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมายหลงใหลในแสงสีและวัตถุนิยม... จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่าในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งยังมี "ตาพัฒน์" ชายชราวัยเจ็ดสิบปลายๆ ร่างกายสกปรกมอมแมมผู้ที่ชอบปิดทองหลังพระอยู่...

"ตาพัฒน์" หรือ "นายพัฒน์ แซ่จึง" ชายชราผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่เดียวดายตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ไม่มีแม้แต่ญาติพี่น้อง "ตาพัฒน์" เกิดที่ จ.อุบลราชธานี ชะตาชีวิตที่ถูกขีดไว้ทำให้เขาต้องระหกระเหเร่ร่อนมาอยู่กรุงเทพฯ เมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น แต่ด้วยความสมถะ เรียบง่าย และเจียมตัวว่าตัวเองนั้นจนเสียยิ่งกระไร ก็ทำให้เขาอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่นาน...

เขาออกเดินทางไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่น ระหว่างทางก็เก็บขยะริมทางที่พอจะขายแลกเงินได้ เอามาซื้อข้าวกินประทังชีวิต จนมาถึงที่หมู่บ้านเล็กๆ ใน จ.ราชบุรี และที่นี่เองก็เป็นที่ที่เขาปักหลักทำมาหากินโดยการเก็บขยะขายมาตลอด 45 ปี ด้วยความที่ "ตาพัฒน์" หน้าตามอมแมม เนื้อตัวสกปรกตั้งแต่หัวจรดเท้า มีกลิ่นตัวเหม็นเพราะต้องใช้ชีวิตอยู่กับกองขยะเกือบจะตลอด 24 ชั่วโมง ดูยังไงก็จ๊น... จน ทำให้ไม่มีสาวที่ไหนอยากใช้ชีวิตร่วมกับเขา

"คนอย่างผม ไม่มีใครเขาอยากจะมายุ่งด้วยหรอก เนื้อตัวก็อย่างนี้ ผมอยู่คนเดียว ลูกเมียไม่มี หาของตามกองขยะ ไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ได้เงินมาก็เก็บเอาไว้เรื่อย" ตาพัฒน์เผยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ใครจะรู้บ้างว่า "ตาพัฒน์" มีเงินเก็บจากการเก็บขยะขายเป็นแสน... กองขยะที่เน่าเหม็น ถังดำที่มีแต่แมลงวันรุมตอม ข้าวของที่ดูไร้ค่าจากผู้ทิ้ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น "ขุมทรัพย์" ของตาพัฒน์... และเขาก็ทำให้ใครหลายๆ คนผู้ที่มีเนื้อตัวสะอาด มีโอกาสได้ยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคม ต้องหันกลับมามองถึงคุณธรรมข้อหนึ่งที่ตกหล่นและถูกลืมไป คือ การเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ด้วยการบริจาคเงินที่เก็บหอมรอมริบมาเกือบทั้งชีวิตให้กับวัดหนองเสือยางปราสาท บ้านหนองเสือ ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ทั้งหมดโดยไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาสนใจ บางทีคนที่สลักชื่อของแกเอาไว้ที่ฝาเมรุเผาศพ ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเจ้าของเงินแสนที่ถวายให้วัดไปใช้หนี้ค่าอิฐ ค่าปูนนี้เป็นใครมาจากไหน รู้เพียงว่าชื่อ "นายพัฒน์ แซ่จึง" ถูกสลักไว้ในฐานะผู้บริจาคเงินสร้างมากเป็นอันดับสองรองจากคหบดีคนหนึ่ง มานานร่วมสิบปีแล้ว

"ผมทำบุญอย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว ไม่อยากออกหน้าออกตา มันอาย" ตาพัฒน์กล่าว และแกยังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้พอใจในสิ่งที่มี อยู่แบบต่ำๆ แต่สบายใจ ไม่ต้องไปอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น แค่มีอะไรให้ทำ มีข้าวกิน มีที่นอนก็พอแล้ว และก็ได้ทำบุญทำความดีอย่างที่อยากทำ ชาตินี้ตายไปตอนไหนก็ตายตาหลับแน่นอน...

และปัจจุบันจะมีซักกี่คนที่คิดได้แบบแก... "ตาพัฒน์" เฒ่าหัวใจสะอาด
From forwarding mail...Internet.

Sunday, September 02, 2007

Signal from Scientists

สัญญาณเตือนภยันตราย ที่น่าสังเกต และให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือ
สิ่งที่มีการกล่าวออกมาจากปากของท่านอาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ได้พูดคุยออกอากาศในรายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" กับ คุณสัญญา คุณากร เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2007 หรือ วันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 เวลา 20.47 น. ณ สถานีโทรทัศน์สีช่อง 5 กองทัพบก ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า ผู้ชม และผู้ฟังส่วนใหญ่ มักจะชมและฟังแล้ว ก็ผ่านเลยไป หาได้ใส่ใจในเนื้อหาสาระมากนัก แต่เนื่องจาก ในช่วงที่ฟัง ผู้เขียนรู้สึกขนลุกและเกิดอาการสั่นสะท้าน เหมือนมีสัญญาณเตือนว่าต้องฟังอย่างตั้งใจอย่าฟังผ่านๆ ดังนั้น ผู้เขียนจึงตั้งใจฟังอย่างจรดจ่อ ทำให้เก็บเนื้อหามาเล่าสู่ต่อเพื่อนสมาชิกผู้สนใจได้ว่า
- ภยันอันตรายที่ร้ายแรง ที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พูดกับคุณสัญญา คุณากรว่า "จำได้ไหม เมื่อ 2 ปีก่อน ผมเคยพูดให้คุณสัญญาฯ ทราบว่า ภายใน 12 ปีข้างหน้า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ปี ก็เหลืออีกเพียง 10 ปี (ปีนี้ 2550 ก็น่าจะ หมายถึง ปี 2560 – ผู้เขียน) ผมก็ขอยืนยันสิ่งที่ได้เคยบอกกล่าวให้คุณสัญญาฯ ทราบแล้วนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จะมีเหตุการณ์ที่เป็นภยันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่เกรงว่า ระยะเวลาอาจร่นลงมาเหลือเพียง 7 ปี ส่วนปีที่ 10 นับจากนี้ไป ก็อาจจะเป็นปีที่มีความสงบสุข ปีที่มีแต่ความสมานฉันท์ ปีที่เลิกทะเลาะกันแล้ว เพราะผู้คนในช่วงนั้น เหลืออยู่น้อยมาก ไม่มีเวลาที่จะทะเลาะกันแล้ว แต่ต้องอยู่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน"
- ที่ ดร.อาจองฯ กล่าวเช่นนั้น ดร.อาจองฯ ขยายความให้ฟังว่า "จากปัญหาโลกร้อน ปริมาณน้ำแข็งมีการละลายมากขึ้น และในที่สุดก็ไหลลงทะเล และมหาสมุทร ซึ่งพื้นที่ทะเล และมหาสมุทรแม้จะมีมากกว่าส่วนที่เป็นพื้นดิน
แต่เผอิญ น้ำทะเลทั้งหมดมิได้มีปริมาณที่เท่ากันทั้งโลก แต่ไปถ่วงด้านหนึ่งมากขึ้น
โลกอีกด้านหนึ่งมีน้อยกว่า เมื่อน้ำทะเลไปถ่วงด้านหนึ่งมากขึ้น ก็ เกิดสภาวะไม่สมดุล เป็นเหตุให้โลกแกว่งตัวผิดปกติ มีผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก แผ่นเปลือกโลกปรับตัวครั้งใด ก็จะเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นๆ แผ่นเปลือกโลกจะมีรอยร้าวมากขึ้น ขอให้ทุกท่านสังเกตเหตุการณ์ของการเกิดแผ่นดินไหว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณมากขึ้น และถี่ขึ้นในทุกพื้นที่ของโลก รวมทั้งกระทบมาสู่ประเทศไทย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในลักษณะที่ถี่มากขึ้นเช่นนี้ (ในช่วงต้นปี 2550 หากจำไม่ผิดมีการเกิดแผ่นดินไหวแถวแม่ริม จ.เชียงใหม่ ประมาณ 60 ครั้ง – ผู้เขียน) การเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบให้แกนขั้วโลกมีการเปลี่ยนแปลง หากขั้วแม่เหล็กโลกมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหันหายนะครั้งใหญ่ของโลกจะเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน (น่าจะเกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเกินความคาดคิดของนักวิทยาศาสตร์กายภาพ ดร.อาจองฯ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกเป็นผู้ได้รับการประกาศเกียรติคุณในหอเกียรติยศขององค์การนาซ่าว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นชั้นนำของโลกคนสำคัญคนหนึ่ง ดร.อาจองฯ นอกจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์กายภาพแล้ว ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตด้วย โดยเป็นศิษย์เอกคนสำคัญของ "ท่านสัตยาไสบาบา" ผู้มีพลังฌานสมาบัติแก่กล้า ที่สหรัฐอเมริกายอมรับว่ามีพลังเหนือธรรมชาติในตัวท่านโดยเคยทดลองอดอาหาร / อดน้ำ ให้นักวิทยาศาสตร์อเมริกันชม ได้ถึง 17 วัน - ผู้เขียน)
- ในปัจจุบันปริมาณน้ำแข็งที่ภูเขาหิมาลัยได้มีการละลายไปมาก และปริมาณน้ำแข็งก็จะเหลือน้อยลง ซึ่งน้ำแข็งที่ภูเขาหิมาลัย มีผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง เมื่อปริมาณน้ำแข็งมีน้อยลง ปริมาณน้ำแข็งที่จะละลายเป็นน้ำในอนาคตก็จะมีน้อยลง ซึ่งในที่สุด ก็จะเกิดปัญหากระทบกระทั่งของประเทศต่างๆ ที่ต้องอาศัยน้ำในแม่น้ำโขงจะต้องเกิดการพิพาทแย่งน้ำกัน ในที่สุด แม่น้ำโขงจะเหือดแห้งลง
- องค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักในปัญหานี้ ได้มีหนังสือแจ้งมาถึงประเทศไทยให้ตระหนักในปัญหาที่จะเกิดในอนาคต ที่จะเกิดกรณีพิพาทแย่งแหล่งน้ำจืดกัน และจะต้องเร่งพัฒนาจิตใจในการมีคุณธรรม มีความเข้าใจในธรรมชาติที่จะมีปัญหาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดย ดร.อาจองฯ ได้เริ่มใช้ "โรงเรียนสัตยาไส" ที่ลพบุรี
เป็นศูนย์พัฒนาจิตใจเด็กรุ่นใหม่ ที่จะเติบใหญ่เป็นผู้นำประเทศ เน้นพัฒนาการด้านจิตใจ และความมีคุณธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้สังคม
และประเทศชาติ มีความสงบและสันติเร็วขึ้นหลังจากเกิดมหันตภัยขึ้นในช่วงไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า (ไม่เกินปี 2560 – ผู้เขียน)
ก่อนหน้านี้ ประมาณ 1 สัปดาห์ เผอิญได้ดูรายการโทรทัศน์ ที่คุณสัญญา คุณากร สนทนากับ ดร.สมิทธิ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา (อาจจะเป็นรายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" ก็ได้ เพราะอยู่ในช่วงวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2550 เวลาประมาณใกล้ๆ 23.00 น.)
- สิ่งที่ได้เห็นคือ ภาพแผนที่ประเทศไทย ที่ ดร.สมิทธิ์ฯ แจ้งว่า เป็นผู้ระบายสีด้วยตัวเอง ถึงพื้นที่น้ำท่วมถาวร ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ถ้าทุกคนในโลกใบนี้ ไม่ตระหนักปัญหาโลกร้อน ไม่ตั้งใจที่จะช่วยลดปริมาณการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศของโลก ทุกคนยังคงเห็นแก่ตัว เป็นนักบริโภคนิยม ไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ นั่นคือ พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา สระบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา (ประมาณการด้วยสายตาว่ามีจังหวัดใดบ้างตามแผนที่ ที่คุณสัญญา คุณากร แสดงให้ดูทางโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซึ่ง ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่จมน้ำถาวร หรือเป็นพื้นที่ทะเลในอนาคต)
- สำหรับ จังหวัดต่างๆ ริมทะเลทุกจังหวัดของประเทศไทย จะเป็นพื้นที่น้ำท่วมชั่วคราว ช่วงน้ำทะเลขึ้น ก็จะท่วม น้ำทะเลลด ก็จะไม่ท่วม ที่ไม่ท่วมเลยนั้นไม่มี ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันปริมาณน้ำในทะเลมีมากกว่าอดีตนั่นเอง นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่จะได้เห็นในช่วง 10 ปีข้างหน้า ถ้าทุกอย่างดำเนินการเหมือนปกติเช่นทุกวันนี้
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน เช่น ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา จะพูดจาระมัดระวังมากหน่อย เพราะมีตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำในขณะนี้ ได้แสดงความเห็นในรายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" ในวันเสาร์ที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ว่า
- ปัจจุบันนี้ กระแสน้ำร้อน – น้ำเย็น ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
- ปรากฏว่าในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น มีพายุเข้ามาทางอ่าวไทยมากขึ้น ความแห้งแล้งมีมากขึ้น บางพื้นที่มีฝนตกมากจนน้ำท่วม บางพื้นที่มีทั้งแห้งแล้ง และน้ำท่วม ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินถล่ม โคลนถล่มมากขึ้น ถี่ขึ้น
- ในอดีต ฝนตกหนัก จะเห็น 1,000 ปีสักครั้ง แต่จากนี้ไป จะเห็นทุกๆ 3 ปี
ที่มีฝนตกหนักมาก ทำให้เกิดอุทกภัย และโคลนถล่ม เป็นภัยร้ายแรงที่ต้องระวังมากขึ้น
- ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศของโลก จะฝังตัวบริเวณนั้น ประมาณ 50 – 200 ปี ถือเป็นหายนะของมนุษยชาติในอนาคต
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
- ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีสัญญาณเตือนถึงภัยพิบัติทางทะเลให้เห็นหลายประการ เช่น ปะการังมีการตายมากอย่างผิดสังเกต น้ำทะเลกัดเซาะชายตลิ่งมากขึ้น
ในปัจจุบันบางพื้นที่ บางส่วนของ จ.สมุทรปราการ บางส่วนของเขตบางขุนเทียน ใน กทม.พื้นดินถูกกลืนหาย กลายเป็นบริเวณน้ำทะเลถาวร
- มีพายุขึ้นฝั่งมากขึ้น คลื่นลมแรงมากขึ้น มีอุทกภัยมากขึ้น
- โลกก็มีชีวิต มีการเคลื่อนไหว เมื่อมนุษย์มีการกระทำที่เป็นการทำลายธรรมชาติบนโลก โลกก็จะมีการโต้ตอบ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการตายทั้งเป็น เพราะความวิบัตินี้จะมีผลถึงลูกหลานของเรา
- เมื่อเดือนที่แล้ว มิถุนายน 2550 มีแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกใต้แตกลงมา ซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ เท่ากับมลรัฐแคลิฟอเนียร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึง ปัญหาอุณหภูมิของโลกได้ร้อนเพิ่มมากขึ้น
- ตำราต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ที่เคยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์เช่นเดิมได้อีก สิ่งที่ปู่ย่าตายาย เคยบอกเล่าให้ฟังไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิม เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้องมีมากขึ้น ในช่วงนี้ มีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ต้องเรียนรู้ปรากฏการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก จะประมาทกับปรากฏการณ์ต่างๆ มิได้ ยุคความหรรษากำลังจะหมดไป (ยุคหฤโหดกำลังจะเข้ามาแทนที่ - ผู้เขียน)
รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาคธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ให้ความจริงว่า ปัจจุบันบริเวณอ่าวไทยตอนบน น้ำทะเลท่วมลึกเข้ามาในผืนแผ่นดิน ปีละ 2 – 4 เมตร และท่วมลึกเข้ามาในแผ่นดินเรื่อยๆ
- บริเวณแถวหมู่บ้านคลองด่าน และหมู่บ้านขุนสมุทรจีน จ. สมุทรปราการ พื้นดินหายไปในทะเลมากกว่า 180,000 ไร่แล้ว วัดขุนสมุทรจีน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในทะเล ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ทั้งๆที่เดิมนั้น วัดขุนสมุทรจีน อยู่บนพื้นดินไม่มีน้ำล้อมรอบ แต่ปัจจุบันล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเลแล้ว และทรุดตัวลงจากพื้นดินไปมาก
- หมู่บ้านขุนสมุทรจีน ค่อยๆจมหายไปในน้ำทะเล ทั้งๆที่พื้นดินบริเวณนี้มีโฉนดที่ดิน แต่ไม่มีโอกาสเห็นพื้นดินอีกแล้ว สะพานของกรมโยธาธิการที่เหลืออยู่ ปรากฏว่า ไม่มีหมู่บ้านรองรับ แต่เป็นสะพานที่วิ่งลงไปในทะเล เสาไฟฟ้าอยู่ในทะเล โรงเรียนอยู่ในทะเล แต่อยู่ไกลออกไป โดยไม่เห็นสภาพโรงเรียนอีกต่อไป เพราะจมหายมิดทั้งโรงเรียน สิ่งเหล่านี้ คือ ภาพที่รายการ "โลกสวยด้วยมือเรา" ถ่ายมาออกอากาศที่ช่อง 5 เมื่อวันเสาร์ที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ที่ผ่านมา
- ที่ดินบริเวณ จ.สมุทรปราการ มีการทรุดตัวลงเร็วมาก ถึงปีละ 3 - 5 เซนติเมตร เป็นภาวะที่น่าจะอยู่ในระดับวิกฤติที่คนไทยต้องตื่นตัวได้แล้ว
ผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร (นายอภิรักษ์ฯ)
- ได้ให้ข้อมูลในรายการ " โลกสวยด้วยมือเรา" ในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 อีกคนหนึ่ง
- ผู้ว่าการ กทม. ให้ข้อมูลว่า ณ ปัจจุบัน บริเวณชายทะเลบางขุนเทียน
มีน้ำทะเล รุกล้ำเข้ามาในบริเวณซึ่งเป็นที่ดินถึงปีละ 5 เมตร และคงสภาพท่วมถาวรในสภาพเช่นนั้น
- เดิม ไข้เลือดออก จะมีการระบาด 2 – 3 ปีต่อครั้ง แต่ปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกทุกปี
- ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ประเทศไทยปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 100 % เป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยจากบริเวณผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครถึง 40 % เป็นเรื่องที่คนใน กทม. ทุกคนต้องทราบถึงการที่ทุกคนมีส่วนทำลายชั้นบรรยากาศของโลกในปัจจุบัน
- ทุกวันที่ 9 ของทุกเดือน ขอความร่วมมือจากทุกท่านร่วมใจกันปิดไฟทุกดวง คนละ 15 นาทีในเวลา 19.00 น. หรือ เปิดเพียง 1 ดวงในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อจะได้มีแสงสว่างพอจะเห็นสิ่งต่างๆ และร่วมกันปิดเครื่องปรับอากาศ คนละ 15 นาทีในช่วงดังกล่าวด้วย
- เครื่องปรับอากาศทุกเครื่อง จะต้องตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 oC ไม่ควรตั้งต่ำกว่า 25 oC
- หากที่ใดยังใช้หลอดไฟที่ใช้ไส้ ต้องรีบเปลี่ยนหลอดไฟเป็นชนิดหลอดตะเกียบ ซึ่งจะลดกระแสไฟฟ้าได้มาก อีกทั้ง หลอดไส้ให้แสงสว่างเพียง 10 % แต่ให้ความร้อนถึง 90 % ทุกคนจึงควรร่วมใจกันลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า และช่วยกันลดอุณหภูมิความร้อนของโลก โดยไม่ใช้หลอดไส้อีกต่อไป
- ทุกคนควรถอดปลั๊กไฟทุกครั้งที่ไม่ใช้ ไม่ควรเสียบปลั๊กแช่ไว้ แม้มิได้เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่การเสียบปลั๊กแช่ก็สูญเสียกระแสไฟฟ้าเช่นกัน
- หากเป็นไปได้ จะต้องพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถส่วนตัว มาใช้รถสาธารณะ หรือรถไฟฟ้ามากขึ้น
- 2 ปีที่ผ่านมานี้ มีปริมาณน้ำท่วมมากขึ้น ฝนตกมากขึ้น พายุแรงมากขึ้น (และในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2550 ก็ปรากฏว่ามีไฟป่าเผาผลาญถึง 7 มลรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น ที่ยูท่าห์ ไฟป่าทำลายป่าไม้ไปมากกว่า 700,000 ไร่ ในประเทศจีน ก็มีอุทกภัยใหญ่ ใน 7 มณฑล บ้านเรือนถูกทำลายมากกว่า 270,000 หลัง เป็นต้น เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนฯ ให้ทราบถึงมหันตภัยในอนาคต – ผู้เขียน)
- จากข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นสิ่งที่ทุกคนเพียงแต่ "รู้" ไม่เพียงพอ แต่จะต้อง "รู้ และเข้าใจ ตระหนัก และจูงใจ" นั่นคือ " ทุกคนจะต้องรู้ถึงสภาพปัญหาที่มีการเปลี่ยนแปลง และเข้าใจสิ่งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดจากการกระทำของพวกเราทุกคน ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำลายชั้นบรรยากาศของโลก ต้องตระหนักว่าเป็นภัยที่กำลังจะมาถึงตัวเรา ครอบครัวของเรา ภริยา / สามีของเรา บิดามารดาของเรา ลูกหลานของเรา ชุมชน สังคม ประเทศชาติ รวมทั้งโลกของเราด้วย"
- ทุกคนจะต้องเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง แต่ "ต้องลงมือทำทันที ที่มีโอกาส" โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองก่อน
- หากไม่มีการเกิดระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ หรือไม่มีอุกกาบาตใหญ่มาชนโลกจนเกิดฝุ่นปกคลุมบรรยากาศโลก โลกก็จะเพิ่มความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- แต่ ถ้ามีการเกิดระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ หรือมีอุกกาบาตใหญ่วิ่งมาชนโลก ย่อมทำให้เกิดฝุ่นปกคลุมบรรยากาศของโลก ทำให้แดดส่องลงมาไม่ถึงพื้นผิวโลก พื้นที่ส่วนนั้นๆ ก็จะกลับกลายเป็นยุคน้ำแข็งได้
- สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน
- ให้ระวังสักนิด ประเทศไทย จะได้พบกับ "สึนามิ" อีกครั้ง แต่สึนามิครั้งนี้จะมีความใหญ่มากกว่า เหตุการณ์เมื่อ 26 ธันวาคม 2547 เพียงแต่จะเกิดเมื่อไรไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่ภาพนิมิตร "สึนามิ" ในอนาคตในประเทศไทยมีหลายท่านได้เห็นแล้ว แต่ช่วงเวลายังไม่ยืนยัน อยู่ระหว่างปี 2550 – 2560 ค่อนข้างแน่ครับ
- อย่าลืม โปรดแบ่งเวลาบางส่วนของชีวิตท่านในปัจจุบัน
- ไปทำจิตให้สงบ ฝึกการมีสติ และมีสมาธิให้มากขึ้น
- ฝึกฝนการรักษาศีล 5 อย่างจริงจัง
- ฝึกทำความเข้าใจในโลกธรรม 8 โดยเฉพาะส่วนลบของโลกธรรม 8 คือ การเสื่อมยศ เสื่อมลาภ ถูกนินทา และเป็นทุกข์
- ฝึกความเข้าใจในสามัญญลักษณะ ที่เป็นจริงของโลกว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดกาล ไม่มีสิ่งใดอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอด ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนที่แน่นอนตลอด ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็แปรเปลี่ยน ในที่สุดก็ดับไปเสมอ
- ฝึกทำความเข้าใจ และตระหนักชัดว่า เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น และแล้วก็ย่อมต้องมีการแตกดับ ฝึกให้เห็นว่า "ความตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนที่เกิดแล้ว ต้องมีแก่ มีเจ็บ และมีตาย ไม่มีผู้ใดก้าวล่วงได้"
- ทำความเข้าใจว่า "ทรัพย์ทั้งปวง ของรักของหวงทั้งปวง" ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ในโลกหน้าได้ สิ่งที่เหลืออยู่ และนำไปได้ในโลกหน้า ก็มีเพียง " บุญกุศล บุญบารมี คุณงามความดี ที่เราสร้างไว้เท่านั้น" โปรดอย่าลืมเป็นอันขาด

Saturday, September 01, 2007

My mom's house in Suphanburi!

Alle vi barna holder på å bygge et nytt hus til mora vår.Hun vil gjerne flytte til et nytt område som ikke har flom,så vi måtte kjøpe en tomt som ligger høyere.For å gjøre tomta høyere,måtte vi kjøpe masse jord for å fylle opp.Nå er tomta like høy som veien.Vi kjøpte tomt på bare 800 kvadratmeter for å bygge hus og ha litt plass til å dyrke litt grønnsaker.Vi har også tenkt at vi skal plante noen trær rundt huset,så det vil blit et koselig hus i fremtiden,håper jeg:-)
Vel,jeg vil oppdatere med flere bilder når huset er ferdig,så dere kan få se resultatet,men hvis dere har noen spørsmål,kan dere bare spørre meg.Jeg vil svare hvis jeg kan.
Nå er jeg i Norge,så jeg får ikke sett huset mitt ennå,men jeg får se det gjennom noen blider som søstera mi sendte til meg.Alt ser greit ut,men likevel ser jeg fram til å se huset med mine egne øyne.

Monday, July 30, 2007

...ภัยแฝงจากแปรงสีฟัน...

ภัยแฝงจากแปรงสีฟัน
26 เม.ย. 2550 : สิริพันธ์ กล่ำป่วน
ห้องเรียนทันข่าว สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน

"แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน จะเดินทางเข้าสู่กระแสเลือด" ก่อให้เกิดอันตรายได้ถึงชีวิต .....
แปรสีฟันเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับทำความสะอาดภายในช่องปาก ปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แปรงสีฟันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้มากกว่าที่คิด
เหตุใดแปรงสีฟันจึงอาจฆ่าคุณได้ ? คงเป็นคำถามที่หลาย ๆ คน คาดไม่ถึง แต่เรื่องนี้มีคำตอบ เจมส์ ซอง นักเคมีจาก มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ระบุว่า แปรงสีฟันที่ใช้งานนานเกินไป ถือเป็นหนึ่งในวัตถุอันตรายในครัวเรือน และปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขข้อ และการติดเชื้อเรื้อรัง อาจเกี่ยวพันกับแปรงสีฟันที่ไม่ถูกสุขอนามัย ตามทฤษฎีนั้น ดูเหมือนแบคทีเรียจำนวนมากจะซุกซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน และแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรง ผ่านรอยแผลเล็กๆ ที่เหงือก แบคทีเรียเหล่านี้บางส่วน เกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือด แนวคิดนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผลการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ พบว่า แปรงสีฟันทั่ว ๆ ไป เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียอันตราย อย่าง staphylococci, streptococcus, E. coli และ candida ขณะเดียวกัน สมาคมทันตกรรมแห่งอังกฤษ ( บีดีเอ) สำทับว่า อันตรายยิ่งร้ายแรงขึ้นหากมีการใช้ แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่น ดร. ทาเร็ก ไอดริส ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมจากฮาร์เลย์ สตรีท เปิดเผยว่า มีการตรวจพบ เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซี ในแปรงสีฟัน และสปอร์ของไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่รอดได้นานหลายเดือน นอกจากนั้น แปรงสีฟันเปียกชื้นยังเป็นแหล่งกบดานสมบูรณ์แบบของแบคทีเรียร้ายหลาย ชนิด " เกือบจะเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์อย่างมากที่แปรงสีฟันถือเป็นวัตถุอันตรายในบ้าน เราไม่ควรทิ้งแปรงสี ฟันไว้ในห้องน้ำ แล้วใช้แล้วใช้อีกโดยไม่ล้างให้สะอาด เสียก่อน" ไอดริสเสริม
นอกจากนั้น หลายคนยังทิ้งแปรงสีฟันไว้ในแก้วเดียวกับคนอื่น ซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคติดต่อถึงกัน หากแปรงสีฟันสัมผัสกัน ความเสี่ยงที่แบคทีเรียในช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือดถูกตอกย้ำจากงานวิจัยเมื่อไ ม่นานมานี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เชื้อแบคทีเรีย porphy-romonas gingivalis เป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ ปรากฏอยู่ในเส้นเลือดที่อุดตันรุนแรง การศึกษาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า แบคทีเรียในช่องปากของอาสาสมัครที่เป็นโรคหัวใจ ไปปรากฏอยู่ในหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน แบคทีเรียนี้ยังเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และการที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ ไอดริสเสริมว่า การสะสมของแบคทีเรียร้ายในระบบเลือด อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเขาเชื่อว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เราอาจต้องฆ่าเชื้อแปรงสีฟันกันเป็นประจำ หรือใช้แปรงสีฟันแบบใช้แล้วทิ้ง

ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ เปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน ไม่ควรใช้แปรง สีฟันร่วมกับผู้อื่น

ขอคำแนะนำเรื่องการแปรงฟันจากทันตแพทย์ งดใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง เนื่องจากจะทำให้เหงือกเป็นแผล และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด และหาปลอกใส่ แปรงสีฟัน หากต้องเก็บไว้ในห้องน้ำ เป็นต้น
เมื่อทราบข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว คุณจำได้หรือไม่ว่าเปลี่ยนแปรงครั้งสุดท้ายเมื่อไร?...

Sunday, July 22, 2007

ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา...


วันนี้ได้รับ Forwarding mail จากเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกดีมากๆ จึงอยากที่จะแบ่งบันสิ่งดีๆนี้แด่เพื่อนคนไทยทุกคน ที่อาจบังเอิญหลงทางเข้ามาเจอบล็อกนี้เข้า...

อยากให้ทุกคนได้สละเวลาอันน้อยนิดติดตามเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตที่ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตาของ "คุณเกษมสุข"

หลังจากที่ฉันได้อ่านเรื่องราวชีวิตการต่อสู้ของเธอแล้ว ทำให้ฉันรู้สึกว่าปัญหาของฉันชั่งเล็กน้อย...เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เธอได้พานพบมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ มันทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะต่อสู้และไม่หวาดหวั่นกับสิ่งที่จะพบเจอต่อไป...ในวันข้างหน้า

เอาหละ...ฉันจะไม่พร่ำบรรยายมาก แต่อยากเชิญชวนทุกคนให้อ่านเรื่องราวของผู้หญิงนักสู้คนนี้...

เสียดายจังไม่ได้ดูรายการ " เจาะใจ" ตอนที่ทางรายการสัมภาษณ์เรื่องราวของเธอ แต่ฉันยังโชคดีที่ได้อ่านบทความของเธอ...

ถ้าคุณอยากที่จะอ่านบทความนี้ ส่งอีเมลล์ถึงฉันนะ แล้วฉันจะ forward mail ถึงคุณ..ทางอีเมลล์ที่ให้มา...

Friday, July 13, 2007

Ris med vann og tørket ansjos!






Jeg stekte tøkket ansjos fisker med litt olje fordi jeg trengte ekstra kalsium.Når man blir garvid,er man redd for å miste tenner hvis man ikke nok har fått seg kalsium.Jeg tok bort to tenner da jeg var yngre,så det er nødt til å beholde de tennene som jeg har nå.

Fiskene smaker godt,men de lukter ganske vondt.Hvis du ikke skjønner hva vondt det er,kan du spørre mannen min.
Da han kom hjem fra jobben,spurte han meg med en gang hva jeg hadde laget.Det lukte utrolig vondt.Jeg er enig med ham at det ikke lukter godt i det hele tatt,men jeg må ha ekstra kalsium fra maten.Jeg vil ikke ta mye kalsium tabletter fordi man ikke bør ta for mye.Det er mye bedre å få kalsium,D-vitamin og K-vitamin gjennom mat.

Vet du,kalsium er viktig for å bygge og bevare benbygning og tenner.D-vitaminen er nødvendig for at kalsium skal opptas og bygges inn bensubstansen.I tillegg er det viktig å spise noen mat som inneholder K-vitamin,for den er viktig for at skjelettet skal binde kalsium og dermed sikre en strek benbygning.

Hvis du lurer på hvordan maten ser ut,får du se på disse blidene.Det er lett å lage,og det er også sunt.